ข้อมูลเศรษฐกิจซบเซาจากโควิดฉุดดาวโจนส์ปิดลบ

ข้อมูลเศรษฐกิจซบเซาจากโควิดฉุดดาวโจนส์ปิดลบ

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันพฤหัสบดี (30เม.ย.)ดิ่งกว่า 200 จุดหลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ร่วงลง 288.14 จุด หรือ 1.17% ปิดที่ 24,345.72 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 27.08 จุด หรือ 0.92% ปิดที่ 2,912.43 จุด และดัชนีแนสแด็ก ลดลง 25.16 จุด หรือ 0.28% ปิดที่ 8,889.55 จุด

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทดิ่งลงในวันนี้ แต่เมื่อพิจารณาการปรับตัวของดัชนีดาวโจนส์ตลอดทั้งเดือนนี้ พบว่าพุ่งขึ้น 11% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 1 เดือนนับตั้งแต่ปี 2530 ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ทะยานขึ้นมากกว่า 12% ซึ่งเป็นการดีดตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 1 เดือนนับตั้งแต่ปี 2530 เช่นกัน

การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นในเดือนนี้ได้รับแรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับความคืบหน้าในการผลิตยารักษาโรคโควิด-19

กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจำนวน 3.84 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.5 ล้านราย

ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานโดยรวมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 30.3 ล้านราย นับตั้งแต่ที่สหรัฐประกาศล็อกดาวน์ในรัฐต่างๆในช่วงครึ่งหลังของเดือนมี.ค.เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของสหรัฐต้องปิดตัวลงอันเนื่องจากการระบาดของโควิด-19

นักวิเคราะห์ระบุว่า การที่เศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นเร็วเพียงใด จะขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ทางด้านธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้คำมั่นที่จะใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีอยู่ในการสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐเพื่อให้มีการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพของราคา

นอกจากนี้ เฟดยังเตือนว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะยังคงกดดันเศรษฐกิจสหรัฐในระยะใกล้ และสร้างความเสี่ยงในระยะกลาง

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่า การใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้บริโภคสหรัฐดิ่งลง 7.5% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในปี 2502 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 5.1%

การใช้จ่ายของผู้บริโภค ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้มีการปิดร้านค้าต่างๆ ส่งผลให้มีผู้ตกงานจำนวนมาก และฉุดอุปสงค์ในการใช้จ่ายสินค้า

หากปรับค่าตามเงินเฟ้อ การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐดิ่งลง 7.3% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

นอกจากนี้ รายได้ส่วนบุคคลลดลง 2% ในเดือนมี.ค. ขณะที่ตัวเลขค่าจ้างและเงินเดือนร่วงลง 3.1% ส่วนอัตราการออมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 13.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 39 ปี จากระดับ 8% ในเดือนก.พ.