ธปท.คาดศก.ดิ่งแรง ไตรมาส 2 พิษโควิด-19 หวังเงินกระตุ้น 1.9ล้านล้าน ช่วยพยุงศก.

ธปท.คาดศก.ดิ่งแรง ไตรมาส 2  พิษโควิด-19 หวังเงินกระตุ้น 1.9ล้านล้าน ช่วยพยุงศก.

ธปท.คาดเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้ หดตัว เสถียรภาพปรับในทิศทางแย่ลง จากผลกระทบโควิด-19 ที่เริ่มชัดเจนขึ้น คาดไตรมาส 2 จะเห็นการหดตัวสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจเดือนมี.ค.แย่ลงจากเดือนก่อนหน้า บริโภคเอกชน ติดลบครั้งแรกรอบ 5 ปี หวังมาตรการภาครัฐ1.9ล้านล้านช่วย

     นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า หากดูาภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้ คาดว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจหรือจีดีพี น่าจะเห็นการหดตัว โดยเฉพาะช่วงเดือนก.พ.และมี.ค. ที่เห็นผลกระทบจาก การไวรัสโคโรนา สายพันธ์ใหม่หรือโควิด-19
    ขณะเดียวกันเชื่อว่าภาพเศรษฐกิจไตรมาสสอง ปีนี้ จะเห็นการหดตัวในขนาดสูงขึ้นหากเทียบกับ ไตรมาสแรกปีนี้ ส่วนไตรมาสถัดๆไปต้องติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด -19
    ทั้งนี้หากดูภาพรวมเศรษบกิจเฉพาะเดือนมี.ค. พบว่าหดตัวสูง ขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้ โดยเสถียรภาพเศรษฐกิจปรับไปในทิศทางแย่ลง จากเดือนก่อนหน้า อัตราเงินเฟ้อติดลบครั้งแรก นับตั้งแต่ มิ.ย. 2560 จากราคาพลังงานที่หดตัวสูง ขณะที่ตลาดแรงงานเปราะบาง การส่งออก การผลิตภาคอุตกรรมได้รับผลกระทบชัดเจน การบริโภคเอกชน จากเครื่องชี้ธปท.พบว่าเป็นการ ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดลุลดลง จากดุลการค้าที่ลดลง เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจที่แย่ลง
    แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เม็ดเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เชื่อว่าจะมีผลเชิงบวกในการช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย ในปีนี้และปีหน้าได้ โดยเฉพาะเม็ดเงินจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซอฟท์โลน ที่ 5 แสนล้านบาท เชื่อว่าหากเบิกจ่ายได้หมดจะมีผลราว เกือบ 3% ของจีดีพี
    ขณะเดียวกัน คาดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 1ล้านล้านบาท คิดเป็นราว 6% ของจีดีพี แต่ผลบวกที่มีต่อจีดีพีนั้น ก็ต้องติดตามด้วยว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้แค่ไหน และการใส่มาตรการช่วยเหลือต่างๆตรงจุด ตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่
     "มาตรการรัฐที่ออกมา 1.9 ล้านเป็นขนาดค่อนข้างใหญ่ ในภาครการคลัง และภาคการเงิน ซึ่งต้องติดตามว่ามีผลต่อเศรษฐกิจแค่ไหน  เช่นตัวซอฟท์โลน 5แสนล้านบาท ถ้าถูกเอาไปใช้หมด เบิกจนครบ ถือว่าค่อนข้างมเยอะ เกือบ 3% ของจีดีพี แต่คงต้องติดตามดูว่าสุดท้ายจะเบิกใช้แค่ไหนด้วย ส่วนมาตรการภาครัฐ 1ล้านล้าน ถือว่าเยอะ คงจะมีการแบ่งกันในปีนี้และปีหน้า  สิ่งสำคัญต้องลงให้คนที่ต้องการได้ หากคนไม่จำเป็นได้ไป ก็ไม่ได้ประโยชน์หากให้ไม่ตรงจุด เหมือนคนที่กำลังจะจายแต่ไม่ได้เครื่องช่วยหายใจหรืออ๊อกซิเจน แต่คนที่มีเครื่องอยู่แล้ว กลับได้เครื่องที่ 4 เครื่องที่ 5 ดังนั้นตรงนี้เป็นความท้าทายของรัฐบาล ที่เราใส่เงินให้เร็ว และตรงจุดคือสิ่งสำคัญ"