สธ.เผยคลายล็อคโควิด-19พร้อมกันทุกจ.ในบางประเภทกิจการ

สธ.เผยคลายล็อคโควิด-19พร้อมกันทุกจ.ในบางประเภทกิจการ

สธ.เผยแนวคิดผ่อนปรนมาตรการ เน้นเปิดพร้อมกันทุกจ.แต่บางประเภทกิจการ เสี่ยงต่ำเปิดก่อน ย้ำ 4 ความเสี่ยงอาจทำผู้ป่วยโควิด-19ในไทยเพิ่มขึ้น หลังสถานการณ์ระบาดน้อยสุดรอบ 6 สัปดาห์ เมื่อรัฐผ่อนปรนเน้นติดตามใกล้ชิด มุ่งตรวจเจอ-คุมโรคได้เร็ว


เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข ในการแถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 หรือโควิด-19 นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า จำนวนผู้ป่วยโควิด-19รายใหม่เป็นโรคตัวเดียว ถือเป็นสถานการณ์การระบาดในประเทศต่ำที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์ ซึ่งผู้ป่วยที่ยังพบอยู่ขณะนี้เป็นเพียงบางพื้นที่ เท่านั้น ส่วนใญ่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่มีผู้ป่วยมาก่อนหน้านี้ และกลับมาจากต่างประเทศเป็นการรับเชื้อตั้งแต่อยู่ในต่างประเทศเมื่อกลับมาประเทศไทยจึงตรวจพบติดเชื้อ โดยผู้ป่วย 2 ใน 9 รายเดินทางกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและเข้าอยู่ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งอเมริกาเป็นประเทศที่มีการระบาดของโรคสูงพบผู้ป่วยรายใหม่วันละราว 3 หมื่นรายจึงมีความเสี่ยงสูงที่คนไทยที่เดินทางกลับมาจะติดเชื้อ ส่วนประเทศในเอเชียที่มีผู้ป่วยจำนวนเพิ่มมากขึ้น เช่น อินเดีย ปากีสถาน สิงคโปร์ ที่มีการระบาดในที่พักของแรงงานต่างด้าว


“นอกจากนี้อีก 2 รายติดจากคนในครอบครัวคือภรรยาติดจากสามี และสามีติดจากภรรยา เพราะฉะนั้นหากมีผู้ป่วยในครอบครัวต้องป้องกันการแพร่เชื้อ เช่น หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด เว้นระยะห่าง ใช้หน้ากากอนามัยในบ้าน แยกสิ่งของเครื่องใช้ แยกสำรับอาหาร เพื่อที่จะได้ลดโอกาสการแพร่เชื้อ เพราะพบว่าผู้ใกล้ชิดในครอบครัวมีโอกาสติดเชื้อกัน โดยเฉพาะระหว่างสามีภรรยาสูงเกือบ 50% ส่วนติดระหว่างลูก หรือพ่อแม่ ราว 15-16%”นพ.โสภณกล่าว


นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า ปัจจัยเสี่ยงการป่วยโควิด-19ในช่วงเดือนมีนาคม- 26 เมษายน 2563 ซึ่งปัจจัยจะเปลี่ยตามช่วงเวลา โดยเดือนมีนาคม มีผู้ป่วยเกิดขึ้น 1,609 ราย จากการที่มีผู้ป่วยรายแรกของจังหวัดสัมพันธ์กับต่างประเทศ 25 จังหวัด ผู้ป่วยรายแรกของจังหวัดที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ 1 จังหวัด และอาชีพเสี่ยง และการไปสถานที่แออัด เช่น สนามมวย สถานบันเทิง ส่วนเดือนเมษายนถึงวันที่ 26 มีผู้ป่วย 1,256 ราย จากอาชีพเสี่ยง และการไปสถานที่แออัด เช่น ตลาด ห้าง ซึ่ง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาพบนอกกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น ขณะที่การสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยเริ่มลดลงในบางพื้นที่ แต่มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 4 ข้อสำคัญ คือ คนไทยจากต่างประเทศที่เข้ารับการกักตัวเป็นเวลา 14 วันที่สถานที่ที่รัฐจัดให้ทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ รวมถึง แรงงานต่างชาติที่กลับเข้ามา การเดินทางข้ามจังหวัด และภูมิอากาศที่มีผลต่อโรคทางเดินหายใจ


“หากต้องการที่จะลดจำนวนผู้ป่วยในประเทศต่อไป การคงมาตรการส่วนบุคคล การป้องกันการแพร่และรับ ด้วยการใช้หน้ากากผ้าหรือหน้ากาอนามัยยังมีความสำคัญ การล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า จมูก ตาหรือปากเพราะมีโอกาสนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ และยังต้องปฏิบัติ มาตรการองค์กรที่จะช่วยลดความเสี่ยง การทำงานที่บ้าน เลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดโดยไม่ป้องกัน ถ้าทำต่อไปได้ โอกาสพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นก็จะน้อย”นพ.โสภณกล่าว

เมื่อถามถึงการจัดกลุ่มจังหวัดที่จะมีการคลายล็อคดาวน์ที่กระทรวงสาธารณสุขส่งให้ ศบค.พิจารณา นพ.โสภณ กล่าวว่า แนวคิดล่าสุด คือการให้เปิดได้ทุกจังหวัด แต่ต้องพิจารณาเป็นบางประเภทกิจการ ที่มีความเสี่ยงน้อยเปิดก่อน เพราะถ้าไม่เปิดพร้อมกันหมดจะเกิดปรากฎการณ์คนจากพื้นที่หนึ่งแห่ไปใช้บริการในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้เปิด ซึ่งจะเสี่ยงเหมือนเดิม ดังนั้นเรื่องจังหวัดจึงมีความสำคัญน้อยกว่าเรื่องประเภทกิจการ แต่จังหวัดที่ไม่มีโรคเลยอาจจะเริ่มก่อน แต่ก็ห่างกันไม่มาก สิ่งสำคัญคือการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล การล้างมือ มีเจลล้างมือให้บริการ มีหน้ากากพร้อมใช้งานไว้คอยบริการ เน้นระบบการนัดหมายให้บริการ ส่วนที่กระทรวงแบ่งพื้นที่เขียว เหลือง แดงนั้น ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มาดูด้วย แต่ใช้หลักแรกอย่างที่บอก การที่เราแบ่งพื้นที่เพื่อใช้ในการควบคุมทางระบาดวิทยา

อย่างไรก็ตาม ในส่วนการทำงานที่บ้าน นั้นยังอยากขอความร่วมมือประเภทกิจการที่สามารถทำตรงนี้ได้ เช่น ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ออฟฟิศเอกชน ฟรีแลนซ์ เป็นต้น อยากขอให้ทำงานที่บ้านให้มากที่สุด หรือ อาจจะทำวันเว้นวัน เหลื่อมเวลาทำงาน หรือปรับเพิ่มการทำงานเสาร์อาทิตย์ร่วมด้วยก็ได้เพื่อลดความหนาแน่นในการเดินทาง เพราะอย่างตลาด คนค้าขายรายวัน ที่คนไปจับจ่ายใช้สอยคงกำหนดให้เปิดๆ ปิดๆ ได้ยาก ส่วนเรื่องตลาดที่เป็นที่แหล่งท่องเที่ยว เช่น ตลาดน้ำ ต่างๆ ส่วนตัวมองว่าก็สามารถเปิดได้เช่นเดียวกัน ก็ต้องจัดระเบียบเพื่อป้องกันโรค และข้อเสนอเรื่องการลงทะเบียนจองคิวเที่ยวก็เป็นแนวคิดที่ดี เพราะตอนที่เราไปเที่ยวบางสถานที่ในต่างประเทศยังต้องมีการจองคิวเที่ยวเป็นรอบ เรายังยอมรับและทำได้

“เมื่อผ่อนปรนมาตรการก็พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นได้ แต่ถ้าระบบสาธารณสุขและการแพทย์มีความพร้อม และทุกคนช่วยกัน การคุมให้มีผู้ป่วยน้อยๆ อยู่ในระดับที่ระบบจะดูแลได้ ไม่ป่วยรุนแรง ไม่เสียชีวิต เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และประเทศไทยก็กำลังเฝ้าติดตามอยู่เพราะเป็นช่วงที่มีผุ้ป่วยน้อยต่ำกว่า 10 รายเป็นวันแรก ถ้าติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องไป เห็นแนวโน้มอยู่ในระดับนี้ แสดงว่ามาตรการมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าตัวเลขเพิ่มกลับขึ้นมา เป็นสัญญาณเตือนว่ามีจุดใดจุดหนึ่งจะต้องเข้าไปป้องกันหรือคุมให้อยู่ในระดับที่คุมได้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่กลับมามีกิจกรรมทำงานหรือใช้ชิวิตประจำวันที่ผ่อนคลาย โอกาสมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นได้แน่นอน แต่ต้องพร้อมในการที่จะตรวจให้พบโดยเร็วและคุมในทันที”นพ.โสภณกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงผลการสอบสวนโรคในกลุ่มแรงงานต่างด้าว 42 คนที่ศูนย์กักกันฯในจ.สงขลา นพ.โสภณ กล่าวว่า จากการเข้าไปสอบสวนโรคของทีมสอบสวนโรคของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)สงขลา โรงพยาบาลสะเดา และศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคที่12 พบว่ามีเหตุจากการที่พบผู้ป่วยติดเชื้อเชื้อเป็นแรงงานต่างด้าวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน และส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุน้อย วัยฉกรรจ์ จึงมีอาการไม่มาก ทำให้มีการติดเชื้อระหว่างกันในระหว่างต้องขัง เบื้องต้นยังไม่มีใครอาการรุนแรงถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่วนกลุ่มผู้ปฏิบัติงานด้วย นอกจาก เจ้าหน้าที่ที่ติดเชื้อไปก่อนหน้านี้แล้ว ก็ไม่พบมีการติดเชื้อเพิ่มเติม ขณะที่ผู้ต้องขังที่อยู่คนละจุดก็ยังไม่พบการป่วย สรุปคือเกิดการระบาดจริงแต่อยู่ในวงจำกัดและป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อแล้ว