ธปท. ชี้ทางรอด โควิด-19 เจ็บแล้วต้องจบ..เปิดเมืองอย่างไร ให้ไม่ต้องปิดซ้ำสอง?

ธปท. ชี้ทางรอด โควิด-19 เจ็บแล้วต้องจบ..เปิดเมืองอย่างไร ให้ไม่ต้องปิดซ้ำสอง?

ธปท.แนะ ลดเสี่ยงโควิด-19 ควรเดินทางสายกลาง พบกันครึ่งทาง เปิดเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ชี้ภาครัฐต้องเตรียมความพร้อมมาตรการ-กฎกติกาอย่างรัดกุม พร้อมสำหรับการเปิดเมืองในทุกระยะ รวมทั้งติดตาม-กักกันหากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อย่างรวดเร็ว

  “สุพริศร์ สุวรรณิกฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุในบทความว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน อัตราผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ของประเทศไทยดูจะชะลอลงมาก นับเป็นเรื่องน่ายินดีและต้องขอปรบมือให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกท่าน

     โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขอีกครั้ง รวมทั้งประชาชนคนไทยทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันเว้นระยะห่างทางสังคม เท่าที่จะทำได้ และทำให้มาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ สัมฤทธิ์ผล

     อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งด่วนดีใจเกินไปจนกว่าเราจะชนะสงครามนี้จริง เพราะยังมีโอกาสสูงที่ข้าศึกที่เรามองไม่เห็นจะโต้กลับและทำให้เราบาดเจ็บหนัก หากเราลดอาวุธลงเสียตอนนี้...

      ผู้เขียนเข้าใจดีว่า ประเทศต่าง ทั่วโลกที่มีอัตราการติดเชื้อชะลอลงแล้วนั้น ต่างอยู่บนทางสองแพร่งที่ต้องเผชิญระหว่าง เราจะยอมเสี่ยงติดโควิด-19” เพราะการลดอาวุธและกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ หรือเราจะยอมเจ็บด้านเศรษฐกิจจนกว่าโควิด-19 จะจบ

     เพราะมาตรการปิดเมืองที่ทำให้เศรษฐกิจยังคงเดินต่อไม่ได้ โดยทั้งสองทางนี้ต่างมีเหตุผลที่ฟังขึ้น ทางเลือกแรกคือ เราต่างทนเจ็บกันมามากพอแล้ว เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและมีผู้ป่วยรายใหม่ลดน้อยลงเรื่อย ก็ควรจะต้องกลับมาเปิดเมืองเพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง แม้ว่าต้องแลกด้วยความเสี่ยงในการติดเชื้อเพิ่มขึ้นก็ตาม

    ในทางตรงกันข้าม ทางเลือกที่สองมีแนวคิดว่า เราอุตส่าห์ทนเจ็บกันมาตั้งนาน จะรอให้ข้าศึกพ่ายแพ้อย่างราบคาบเสียก่อนจะไม่ดีกว่าหรือ เพราะหากเปิดเมืองแล้วกลับมีผู้ติดเชื้อเร่งขึ้นอีก การที่เราทนเจ็บกันมาทั้งหมดนั้นจะเสียของและทำให้เราต้องกลับมาเจ็บใหม่อย่างไม่สมควร

     การตัดสินใจบนทางเลือกทั้งสองทางนี้ จึงเปรียบเสมือนการใส่ของบนตาชั่ง 2 แขน ที่จำเป็นต้องประเมินให้น้ำหนักสมดุลระหว่างแขนทั้งสอง เพื่อให้ตาชั่งไม่โน้มเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งระหว่างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจกับความเสี่ยงทางสุขภาพ

     เพราะการเปิดเมืองเพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเดินต่อได้ย่อมเป็นผลดี ค่อย ช่วยเยียวยาบาดแผลของผู้คนได้ แต่การยอมเสี่ยงให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้นแล้วต้องมาเสียชีวิตอย่างทรมาน (หรือเป็นพาหะแพร่เชื้อให้กลุ่มเสี่ยงอื่น

    เช่น ผู้สูงอายุที่บ้าน) มันจะได้ไม่คุ้มเสียกัน ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอชวนท่านผู้อ่านคิด และขออนุญาตเสนอทางออกที่คิดว่าเหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบันคือ

     การเดินทางสายกลางอันเป็นการพบกันครึ่งทางระหว่าง 2 แนวคิดนี้ นั่นคือการเปิดเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยเปิดพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำในการรับและแพร่เชื้อเป็นลำดับแรกก่อน แล้วทยอยเปิดที่ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่อมีความพร้อมรับมือตามลำดับ เพราะการเดินหน้าต้องเดินไม่ให้พลาด การต้องกลับมาปิดเมืองอย่างเข้มงวดอีกครั้งจากการระบาดระลอกสองนั้น มันจะเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าในปัจจุบันและเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น

     อย่างไรก็ดี ข้อเสนอการเปิดเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไปดังกล่าวจะสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนดังต่อไปนี้ครับ

     1. ภาครัฐต้องเตรียมความพร้อมมาตรการ/กฎกติกาอย่างรัดกุมสำหรับการเปิดเมืองในทุกระยะ เพื่อให้ธุรกิจและประชาชนปฏิบัติตาม อาทิ มาตรการติดตามและกักกันหากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อย่างรวดเร็ว การจัดหาเครื่องมือในการป้องกันตนเองอย่างเพียงพอสำหรับบุคคลในอาชีพที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้และอาศัยการสัมผัสสูง เช่น การส่งของ การเก็บขยะ รวมทั้งควรสื่อสารและทำความเข้าใจในมาตรการต่าง อย่างชัดเจนและโปร่งใส เพื่อให้ธุรกิจและประชาชนตระหนักรู้และนำไปสู่ความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง

    2. ภาคธุรกิจดำเนินตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัด แข่งขันกันเป็นต้นแบบของธุรกิจที่ปรับตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเกิดวิกฤตโควิด-19 รวมทั้งออกแบบวิธี/คู่มือปฏิบัติตามมาตรฐานสาธารณสุขในสถานที่และกิจกรรมการทำธุรกิจ อาทิ การมีมาตรการรักษาความสะอาดอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่มีความใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้นได้เป็นอย่างดี

    3. ประชาชนทุกคนร่วมแรงร่วมใจเว้นระยะห่างทางสังคมต่อไป โดยรักษาวินัยในการปฏิบัติตามกฎกติกาของรัฐอย่างเคร่งครัด อาทิ การระมัดระวังตนเองไม่ให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง สถานที่และกิจกรรมที่มีการรวมตัวชุมนุมกัน โดยต้องป้องกันตนเองและผู้อื่นด้วยการใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือบ่อย ใครทำงานที่บ้านได้ก็ควรทำต่อไปและที่สำคัญคือ การมีจิตสำนึกที่ต้องรู้ว่า นี่คือหน้าที่ต่อสังคมในภาวะที่ไม่ปกติ ซึ่งมาพร้อมกับเสรีภาพที่ได้รับเพิ่มขึ้นจากการเปิดเมือง

   แน่นอนว่าชีวิตย่อมมีความหวังและต้องดำเนินต่อไป เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นต่อเนื่องคงจะทยอยเปิดเมืองกันได้มากขึ้นตามลำดับ แต่การเดินหน้าเข้าหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นั้นต้องกระทำอย่างระมัดระวังครับ ดังปัจฉิมโอวาทของพระพุทธองค์ที่ว่า “...เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด