‘เงินบาท’ เปิดตลาดเช้านี้ ‘ทรงตัว’ที่ 32.44 บาทต่อดอลลาร์

‘เงินบาท’ เปิดตลาดเช้านี้ ‘ทรงตัว’ที่ 32.44 บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทเคลื่อนไหวกรอบแคบ หากนโยบายการเงินของสหรัฐผ่อนคลาย อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าได้ ขณะที่ตลาดเริ่มมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นทั้งจากภาพการระบาดของไวรัสที่ชะลอตัว แนะจับตาค่าเงินยูโร

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยตลาดการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS)  เปิดเผยว่า  ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อน มองกรอบเงินบาทวันนี้ 32.35-32.55 บาทต่อดอลลาร์ และกรอบเงินบาทรายสัปดาห์ 32.15-32.75 บาทต่อดอลลาร์

ในส่วนของเงินบาท เชื่อว่าสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เนื่องจากทั้งผู้ส่งออกและนำเข้ายังคงทยอยหายไปจากตลาด ทำให้การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นไปตามทิศทางของตลาดหุ้น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นเงินบาทแข็งค่าได้ ถ้านโยบายการเงินของสหรัฐผ่อนคลายมากกว่าธนาคารกลางใหญ่อื่นๆ

นอกจากนี้ แนะนำจับตาการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ซึ่งเราเริ่มมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นทั้งจากภาพการระบาดของไวรัสที่ชะลอตัว นโยบายการเงินที่เริ่มส่งผล สะท้อนจากบอนด์ยีลด์สเปนและอิตาลีที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง ปัจจัยนี้จะทำให้เงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าได้ในระยะยาว

ในสัปดาห์นี้ จะมีการประกาศผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในสหรัฐทั้ง Amazon Facebook Microsoft Apple และ Alphabet ขณะเดียวกัน ก็จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางญี่ปุ่น(BoJ) ยุโรป (ECB) และสหรัฐ (FOMC)

เริ่มต้นในวันจันทร์ คาดว่า BoJ จะคงอัตราเบี้ย (Policy Balance Rate) ที่ระดับ -0.1% โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่จะมีการพิจารณางบประมาณเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือประเทศให้ผ่านวิกฤติโคโรนาไวรัสครั้งนี้ไปด้วย

ต่อด้วยวันพุธ จะมีการรายงานจีดีพีสหรัฐในไตรมาสแรก คาดว่าจะหดตัวลง 3.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า(ปรับเป็นรายปี) และการประชุม FOMC ที่จะประกาศผลในช่วงดึกคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25%

ต่อด้วยในช่วงบ่ายวันพฤหัส จะมีการรายงานจีดีพียุโรปไตรมาสแรกที่คาดว่าจะหดตัวลง 3.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ต่อด้วยการประชุม ECB ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย Deposit Facility ที่ระดับ -0.5% เช่นกัน

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าตลาดจะจับตาไปที่ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานใหม่ในสหรัฐ (Initial Jobless Claims) ไปพร้อมกันด้วย โดยการสำรวจเบื้องต้น เชื่อว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 3.5 ล้านราย พร้อมกับมีผู้ที่รับสวัสดิการอยู่ในระบบราว 19 ล้านราย

และวันศุกร์จะเริ่มมาตรการ Opening Up America Again โดยรัฐบาลกลางให้อำนาจรัฐต่างๆในการประกาศจบช่วงระยะเวลาการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่อยู่ที่ผู้ว่าการแต่ละรัฐจะตัดสินใจขั้นสุดท้าย