ปตท.ส่อขาดทุนสต็อก พิษราคาน้ำมันดิ่งหนัก

ปตท.ส่อขาดทุนสต็อก พิษราคาน้ำมันดิ่งหนัก

ปตท.ยอมรับผลดำเนินงานไตรมาสแรกปีนี้ ส่อแววขาดทุนสต็อกน้ำมัน หลังราคาตลาดดูไบดิ่งหนัก คาดราคาเฉลี่ยไตรมาสแรกอยู่ที่ 58-59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทียบไตรมาสก่อนที่ 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นางสาวจิตยาภา วงศาโรจน์ ผู้จัดการสังกัดฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า คาดว่าในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 มีโอกาสที่จะบันทึกผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน เนื่องจากในช่วงสิ้นไตรมาส 4 ปี 2562 ราคาน้ำมันดิบดูไบปิดที่ 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในช่วงเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และคาดราคาเฉลี่ยไตรมาสแรกจะอยู่ที่ 58 - 59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมทั้งปียังไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีกำไรหรือขาดทุนสต็อกน้ำมันหรือไม่ โดยคาดในปี 2563 ราคาน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยอยู่ที่ 61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ยังคงนโยบายที่จะขายธุรกิจถ่านหินที่ประเทศอินโดนีเซียจำนวน 2 แห่ง แต่จะต้องขึ้นอยู่กับราคาที่เหมาะสม ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกองทุนต่างชาติมีนโยบายและข้อจำกัดที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance) โดยธุรกิจถ่านหินมีสัดส่วน 1% ของผลกำไรสุทธิรวมของบริษัท

ในส่วนธุรกิจปิโตรเคมีเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากขณะนี้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 จึงทำให้ความต้องการลดลง ขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติถึงแม้ว่าในช่วงไตรมาสแรก จะมีการปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซที่ 5 จะทำให้ปริมาณขายลดลงแต่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าราคาขายยังสามารถทรงตัวในระดับที่ดีได้

นอกจากนี้ นายเชิดชัย บุญชูช่วย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่จัดหาและตลาดก๊าซธรรมชาติ PTT เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG กับ 5 บริษัท โดย LNG เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงทางเลือกที่มีศักยภาพ ให้ค่าความร้อนสูง ตลอดจนมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ทำให้ LNG เป็นเชื้อเพลิงสะอาด ช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

โดยบริษัทตั้งเป้าขยายไปยังภาคอุตสาหกรรมนอกแนวท่อส่งก๊าซฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ และเป็นการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจด้านพลังงานของประเทศ เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Regional LNG Hub ตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานต่อไป