TIP โชว์กำไรปี62 แตะ 1,863 ล้านบาท เพิ่มขึ้น21%

TIP โชว์กำไรปี62 แตะ 1,863 ล้านบาท เพิ่มขึ้น21%

  ทิพยประกันภัย ปลื้มผลงานปี 2562 กำไรสุทธิกว่า 1,863 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21% และกำไรสุทธิต่อหุ้น 3.11 บาท ขณะที่เบี้ยรับรวมเฉียด 2.2 หมื่นล้านบาท พร้อมประกาศเดินหน้ายึดกลยุทธ์เชิงรุกเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เตอบสนองความต้องการของลูกค้า หวังขยายฐานรายย่อยและบุกตลาดต่างประเทศ

นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานประจำปี สิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ว่า  บริษัทมีผลการดำเนินงานขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยมีกำไรสุทธิรวม 1,863.19 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 3.11 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 1,531.16 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 2.55 บาท หรือกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 332.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 21.68%

โดยเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 21,846.25 ล้านบาท เทียบกับจำนวน 20,521.83 ล้านบาท  ในปี 2561 คิดเป็นเบี้ยประกันภัยรับรวมเพิ่มขึ้น 1,324.42 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.45% ประกอบด้วย เบี้ยประกันอัคคีภัย 1,792.51 ล้านบาทเบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง 422.61 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรถยนต์ 4,138.90 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด 15,492.23 ล้านบาท

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้ผลการดำเนินงานของบริษัทขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น นายสมพรกล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับนโยบายและเน้นกลยุทธ์ในเชิงรุกเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อยที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน หรือไลฟ์สไตล์ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วเป็นหลักดังนั้นบริษัทฯ จึงเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้วยการนำเอาทคโนโลยีใหม่ๆ มาตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ภายใต้นโยบายหลักที่จะก้าวเป็นผู้นำด้าน Digital Insurance

ล่าสุด บริษัทร่วมกับบริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันผลิตภัณฑ์ทางการเงินบนมือถือ “WEALTHI” หรือเวลธ์ติ พัฒนาผลิตภัณฑ์ไมโครอินชัวร์รันส์ ขายกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุ (PA) ราคาประหยัดเพียงปีละ 100 บาท คุ้มครองทุนประกัน 1 แสนบาท รวมถึงการขายพรบ.รถยนต์ ผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้มีโอกาสเข้าถึงการประกันภัย พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นด้วย

ขณะเดียวกันยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการมากขึ้นด้วย อาทิ การออกผลิตภัณฑ์กรมธรรม์ประกันภัยโรคร้ายแรงจาก PM 2.5 ที่ให้ความคุ้มครองโรคร้ายที่อาจเกิดจาก PM 2.5 หรือจากสาเหตุอื่นๆพร้อมชดเชยง่ายๆแบบ เจอปุ๊บจ่ายปั๊บ และกรมธรรม์ประกันภัยไวรัสโควิด-19 ด้วยเบี้ยประกันภัยในอัตราพิเศษ ซึ่งจะสามารถคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยกรณีเจ็บป่วยในระยะสุดท้าย รวมถึงชดเชยให้แก่ทายาทในกรณีที่เสียชีวิต เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความอุ่นใจให้แก่ลูกค้า

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2563 นั้น นายสมพรกล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายการขยายตัวไว้สูงกว่าภาพรวมของธุรกิจประกันวินาศภัยที่ส่วนใหญ่ประกาศอัตราการเติบโตไว้ใกล้เคียงกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) หรือทั้งอุตสาหกรรมน่าจะขยายตัวประมาณ 2-3% โดยยังคงเน้นกลยุทธ์เชิงรุกตามแผนที่ได้วางไว้เมื่อปลายปีที่ผ่านมารวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทจะเดินหน้าขยายธุรกิจในต่างประเทศ ด้วยการมองหารูปแบบการลงทุนแนวใหม่ โดยจะพิจารณาแผนการรับประกันภัยต่อจากต่างประเทศเข้ามา หลังจากปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากA.M.best สถาบันจัด  เรตติ้งของสหรัฐฯ ในระดับ A-(Excellent) ทำให้ความน่าเชื่อถือ ทางด้านศักยภาพในการรับประกันภัย (Capacity) เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นบริษัทประกันวินาศภัยที่มีการประกันภัยต่อ แบบสัญญา (Treaty Reinsurance) รายใหญ่ที่สุดในไทย