คลังยันระบบไม่ล่มยอดชิมช้อปใช้เกือบ300ล้าน

คลังยันระบบไม่ล่มยอดชิมช้อปใช้เกือบ300ล้าน

คลังเผย“ชิมช้อปใช้”3วันแรกมีผู้เริ่มไปใช้สิทธิ์ 3.7 แสนราย มียอดใช้จ่ายรวม 294 ล้านบาท จากผู้ยืนยันสิทธิ์ 3.1 ล้านราย ยันระบบเคยไม่ล่ม แต่อาจมีความไม่สะดวก ถือเป็นขั้นตอนรักษาความปลอดภัยป้องกันการสวมสิทธิ์ ขณะที่ ยังไม่มีแนวคิดขยายระยะเวลาโครงการ

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ในช่วง 8 วันแรก มีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิ์มาตรการ“ชิมช้อปใช้”เต็มตามโควตา 1 ล้านรายทุกวัน โดยระบบจะใช้เวลาตรวจสอบ 3 วันทำการ และเมื่อได้รับ SMS แจ้งสิทธิ์และยืนยันตัวตนในแอพพลิเคชัน“เป๋าตัง”แล้วจะสามารถใช้สิทธิ์ได้ในวันถัดไป ทั้งนี้ มีผู้ที่ไม่สามารถลงทะเบียนได้สำเร็จตามเงื่อนไขเฉลี่ย 2 แสนรายต่อวัน

“การยืนยันตัวตนนั้น เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ให้มั่นใจว่าจะไม่มีผู้อื่นใช้สิทธิ์ของท่าน หากสแกนใบหน้า 3 ครั้งแล้วยังไม่สามารถใช้งานได้ สามารถไปยืนยันตัวตนที่สาขาของธนาคารกรุงไทย ยอมรับว่า อาจจะมีความไม่สะดวกบ้าง แต่ก็ต้องแลกกับความปลอดภัย ทั้งนี้ การใช้งานแอพพลิเคชัน “ถุงเงิน” และ “เป๋าตัง” ขอให้เปิด location ทุกครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันว่า มีการไปใช้สิทธิ์ในจังหวัดที่เลือกจริง”

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 23-26 ก.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ได้รับ SMS ยืนยันสิทธิ์แล้วประมาณ 3.1 ล้านราย โดยเริ่มใช้จ่ายวันแรกวันที่ 27- 29 ก.ย. รวม 3 วัน มีผู้เริ่มไปใช้สิทธิ์แล้วประมาณ 3.7 แสนราย มียอดการใช้จ่ายประมาณ 294 ล้านบาท

“ในยอดใช้จ่าย 294 ล้านบาทดังกล่าวนั้น ถือว่า ไม่น้อย เพราะถือเป็นระยะแรกที่มีการใช้จ่ายและมีเวลาใช้ถึง 14 วัน”

ทั้งนี้ ในยอดที่ได้รับการยืนยันสิทธิ์ 3.1 ล้านรายนั้น มีการติดตั้งแอพพริเคชั่น”เป๋าตัง”จำนวน 60% หรือประมาณ 2.5 ล้านราย ยังไม่ติดตั้งประมาณ 5 แสนราย ในจำนวน 2.5 ล้านรายที่ติดตั้งแอพริเคชั่นเป๋าตังแล้ว สามารถติดตั้งสำเร็จ 1.9 ล้านราย ในจำนวนนี้ ติดตั้งผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยตนเอง 1.8 ล้านราย เหลือเพียง 1 แสนรายที่ต้องไปติดตั้งที่สาขาของธนาคารกรุงไทย เนื่องจาก ใบหน้าจริงไม่ตรงกับบัตรประชาชน

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดการใช้จ่ายในวงเงินที่รัฐบาลจ่ายให้ 1 พันบาทหรือกระเป๋าที่ 1 พบว่า กว่า 50% ของการใช้จ่าย หรือประมาณ 148 ล้านบาท เป็นการใช้จ่ายที่ร้าน“ช้อป”ซึ่งเป็นร้านในกลุ่มOTOP ร้านวิสาหกิจชุมชน รวมทั้ง ร้านธงฟ้าประชารัฐ รองลงมา คือ ร้าน“ชิม”หรือร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่มียอดใช้จ่ายประมาณ 60 ล้านบาท สำหรับร้าน “ใช้” เช่น โรงแรม โฮมสเตย์ เป็นต้น มียอดใช้จ่ายประมาณ 7 ล้านบาทส่วนร้านค้าทั่วไป มียอดใช้จ่ายประมาณ 79 ล้านบาท ส่วนกระเป๋าที่ 2 ซึ่งเป็นเงินในกระเป๋าของประชาชนนั้น ขณะนี้ พบยอดการใช้จ่ายเพียง 5 ล้านบาท

สำหรับร้านค้าที่รับชำระเงินด้วยแอพพลิเคชัน“ถุงเงิน”g-Wallet ช่อง 1 วงเงิน 1,000 บาท จากรัฐบาล จะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีของร้านค้าไม่เกินเวลา 21.00 น. ของวันทำการถัดไป ส่วน g-Wallet ช่อง 2 ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ประชาชนเติมเอง จะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีของร้านค้าในวันถัดไปไม่เกินเวลา 6.30 น. ของทุกวัน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ระบบการชำระเงินระหว่าง “ถุงเงิน” และ “เป๋าตัง” สามารถใช้งานได้ปกติ โดยระบบไม่ได้ล่มตามที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งตามเงื่อนไขการลงทะเบียนร้านค้า “ถุงเงิน” 1 ร้านค้า จะสามารถเข้าใช้งานพร้อมกันได้ 20 จุดใน 1 จังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับชำระเงิน โดยเฉพาะร้านในกลุ่ม “ชิมช้อปใช้”เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังเศรษฐกิจฐานรากให้ได้มากที่สุด

“สำหรับร้านค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นร้านประเภททั่วไปที่มีหลายสาขาสามารถบริหารจัดการโดยลดจำนวนสาขาลงเพื่อให้มีจุดรับชำระเงินในแต่ละสาขาเพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้สิทธิ์”

เขากล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลังยังไม่มีการพิจารณาถึงการขยายจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการหรือระยะเวลาของโครงการชิมช้อปใช้ โดยเป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาล อย่างไรก็ดี เบื้องต้น ในแง่การกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการและระยะเวลาของโครงการที่เราได้พิจารณาในขณะนี้ ถือว่า มีความเหมาะสมแล้ว โดยการกำหนดจำนวนไม่เกิน 10 ล้านคนนั้น เพราะไม่ต้องการให้มีคนเข้าร่วมโครงการมากเกินไป แต่ต้องการให้คนมีกำลังซื้อเข้าร่วมโครงการเท่านั้น ส่วนจำนวนร้านค้าในขณะนี้ มียอดเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1.5 แสนราย