ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค.'แผ่ว' ส่งออก-บริโภคชะลอ

ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค.'แผ่ว' ส่งออก-บริโภคชะลอ

สศค.เปิดรายงานภาวะเศรษฐกิจเดือนส.ค. พบการใช้จ่ายมีสัญญาณ"ชะลอตัว"จากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง  เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง ประจำเดือนส.ค. พบการใช้จ่ายมีสัญญาณชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า ขณะที่การผลิตปรับตัวดีขึ้น ภาคการท่องเที่ยวจากต่างประเทศกลับมาขยายตัวสูงสุดในรอบ 8 เดือน 

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวเล็กน้อย สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่กลับไปชะลอตัวที่ 1.6 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าโดยปรับผลทางฤดูกาลก็ยังชะลอตัวที่12.7 % เช่นเดียวกับปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งที่กลับไปชะลอตัวที่ 3.3%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และชะลอตัว0.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าโดยปรับผลทางฤดูกาลแล้ว 

ส่วนยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ชะลอตัวที่ 5.3%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากพิจารณาเฉพาะยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการใช้จ่ายภายในประเทศพบว่าขยายตัวที่4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องที่ระดับ 60.9 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวช้าของเศรษฐกิจประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออก และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชนส่งสัญญาณชะลอตัว การลงทุนหมวดเครื่องมือเครื่องจักร  สะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนกลับมาชะลอตัว 9.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าโดยปรับผลทางฤดูกาลพบว่าชะลอตัว11.9%  อย่างไรก็ตามปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์แม้ว่าจะชะลอตัว9.2 %เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าโดยปรับผลทางฤดูกาลแล้วยังคงชะลอตัว9.2%

 ส่วนการลงทุนในหมวดก่อสร้างส่งสัญญาณชะลอตัว สะท้อนจากยอดการจัดเก็บภาษีการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวลง9.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยหักผลทางฤดูกาลแล้วพบว่าขยายตัว  1.8%  ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ยังคงชะลอตัว12.9%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เช่นเดียวกับดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างชะลอตัวที่2.3 %เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การชะลอตัวส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับตัวของนักลงทุนที่ชะลอการลงทุนเนื่องจากไม่มั่นใจเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจภาคการค้าระหว่างประเทศชะลอตัว สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์ ชะลอตัวที่4.0 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการชะลอตัวของสินค้าส่งออกในหมวดของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และหมวดยานยนต์ 

อย่างไรก็ตาม สินค้าในกลุ่มผักผลไม้สดแช่แข็ง และแปรรูป น้ำตาลทราย ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ รถจักรยานยนต์ ยังคงขยายตัวได้ และตลาดส่งออกสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ สหรัฐฯ ทวีปออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง สำหรับมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์ชะลอตัวอยู่ที่14.6% ต่อปี ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนส.ค.2562 เกินดุลที่มูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์

เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทานพบว่า ภาคการท่องเที่ยวและภาคการเกษตรขยายตัว ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังส่งสัญญาณชะลอตัว โดยภาคการท่องเที่ยวสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่เดินทางเข้าประเทศไทยมีจำนวน 3.47 ล้านคน ขยายตัว 7.4% ต่อปี โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนขยายตัว ในอัตราเร่งถึง18.9 %ต่อปี เช่นเดียวกันกับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่ขยายตัวถึง32.4% ต่อปี ส่วนนักท่องเที่ยวประเทศอื่นยังคงขยายตัวได้ดี อาทิ นักท่องเที่ยวชาวลาว ญี่ปุ่น และมาเลเซีย และสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมูลค่ารวม 169,772 ล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว6.2% ต่อปี 

เช่นเดียวกับ ภาคการเกษตรสะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรที่ขยายตัว 0.8 %ต่อปี ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว 4.4 %ต่อปี เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.8 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า การปรับลดลงดังกล่าวมีปัจจัยมาจาก ผู้ประกอบการมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศอันเนื่องมาจากการแข็งค่าของเงินบาท และความกังวลจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงจากปัญหาอุทกภัย อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของ มาตรกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือน ปรับตัวสูงขึ้น

เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.5 %ต่อปี จากการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารสด ขณะที่ราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานลดลง และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.4% ต่อปี สำหรับอัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.0% ของกำลังแรงงาน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นเดือนก.ค. 2562 อยู่ที่41.5 %ต่อ GDP ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ ไม่เกิน60% ต่อ GDP

 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับมั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยง จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนส.ค. 2562 อยู่ในระดับสูงที่ 220.2 พันล้านดอลลาร์