‘กัลฟ์’ซื้อเพิ่ม‘เอสพีซีจี’ ขึ้นแท่นหุ้นใหญ่อันดับ2

‘กัลฟ์’ซื้อเพิ่ม‘เอสพีซีจี’ ขึ้นแท่นหุ้นใหญ่อันดับ2

“กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์” ควักเงิน 30.29 ล้านบาท ส่งบริษัทย่อยซื้อหุ้นเอสพีซีจีเพิ่ม 0.16% หนุนสัดส่วนการถือครองหุ้นเพิ่มเป็น 10.07% พร้อมผงาดขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง คาดได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 5-6% ต่อปี

วานนี้ (26ก.ย.62) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ซึ่งพบว่า GULF INTERNATIONAL INVESTMENT (HONG KONG) LIMITED ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้ซื้อหุ้นบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2562 เพิ่มจำนวน 1,577,700 หุ้น หรือคิดเป็น 0.16% ราคาหุ้นละ 19.2 บาท มูลค่า 30,291,840 บาท

ทั้งนี้การทำรายการดังกล่าวส่งผลให้บริษัทย่อยของ GULF ขยับขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่สอง โดยมีการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 10.07% ซึ่งเป็นรองเพียงนางสาววันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SPCG ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งสัดส่วนประมาณ 30.69%

ขณะที่ข้อมูลย้อนหลังนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาพบว่าได้มีการทยอยซื้อหุ้น SPCG มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครั้งปิดสมุดเมื่อวันที่ 12 มี.ค.2562 มีการถือหุ้นราว 8.38% แต่รอบปิดสมุดถัดมาวันที่ 28ส.ค.2562 กับมีสัดส่วนถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 8.82% และในช่วงระหว่างเดือน 28ส.ค.-23ก.ย.2562 มีการรายงานการถือหุ้น SPCG เพิ่มเป็น 96,562,652 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 9.91% ก่อนรอบล่าสุด

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่าการเข้าลงทุนในหลักทรัพย์ SPCG ของบริษัทย่อยในครั้งนี้ ถือเป็นการซื้อหุ้นเพื่อลงทุนหรือการบริหารเงินลงทุนของกลุ่มบริษัท เนื่องจากมองว่าบริษัท SPCG เป็นบริษัทที่ดีและมีกำไรที่มั่นคง โดยคาดว่าจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้ราว 5-6% ต่อปี

ทั้งนี้สำหรับการเข้าลงทุนรอบนี้เป็นการซื้อหุ้นเพิ่มเติม จากเดิมที่บริษัทได้ถือหุ้น SPCG ในสัดส่วน 8.82% มาอยู่แล้วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถให้ผลตอบแทนสูงถึง 8-9% ซึ่งเมื่อเห็นราคาหุ้นปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมาบริษัทย่อยจึงได้ดำเนินการเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามเมื่อถูกถามว่ามีแผนการซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีกหรือไม่นั้นมองว่าก็ขึ้นอยู่กับโอกาสและสภาวะราคาที่เหมาะสม

“เรามองบริษัท SPCG ให้ผลตอบแทนที่ดีและมีกำไรที่มั่นคงจึงซื้อหุ้นเพื่อลงทุนเพิ่ม ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ถือหุ้น SPCG สัดส่วนราว 8% มากว่า 5 ปีแล้ว ซึ่งการซื้อหุ้นเพิ่มเติมหลังจากนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับราคาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามในส่วนของในอนาคตอาจจะเห็นการดำเนินธุรกิจร่วมกันหรือไม่นั้น ยืนยันว่าตอนนี้เรายังไม่มีแพลนที่จะทำธุรกิจร่วมกัน”