ธ.ก.ส.คลอดสินเชื่อปลูกป่า5พันล้าน

ธ.ก.ส.คลอดสินเชื่อปลูกป่า5พันล้าน

ธ.ก.ส.ออกโครงการสินเชื่อปลูกป่าครั้งแรก หวังลดการบุกรุกป่าปลูกพืชเชิงเดี่ยว 5 แสนไร่ ช่วยสร้างรายได้ยั่งยืนเน้นช่วยเกษตรกรมีหนี้สินล้นพ้นตัวกำหนดวงเงิน 5 พันล้าน ตั้งเป้าลูกค้า 5 หมื่นราย วงเงินรายละไม่เกิน 1 แสนบาท

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ได้จัดทำโครงการสินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้เพื่อสนับสนุนนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐาน
รากอย่างยั่งยืนวงเงิน 5 พันล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรลดการบุกรุกป่า 5 แสนไร่ วงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 1 แสนบาทปรับเปลี่ยนอาชีพสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ระยะแรกจะปล่อยให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ป่าต้นน้้าใน 11 จังหวัด เป้าหมายเกษตรกรจำนวน 5 หมื่นราย

"เป็นครั้งแรกที่ธ.ก.ส.ออกโครงการสินเชื่อเพื่อปลูกป่า ซึ่งเดิมเราจะสนับสนุนเงินทุนแบบให้เปล่ากับชุมชนเพื่อสนับสนุนการปลูกป่าเท่านั้น แต่ครั้งนี้ เรามองว่า จะเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยปล่อยสินเชื่อเป็นรายบุคคล ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สิน หนุนการ
ปรับเปลี่ยนอาชีพ เพิ่มรายได้ลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว แก้ปัญหาความเหลื่อมล้้าและการบุกรุก ทำลายป่า สร้างความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจฐานราก"

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่นี้จะตอบโจทย์ความต้องการของ ชาวบ้านและชุมชน สามารถช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ช่วยยกระดับ รายได้ คุณภาพชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้พื้นที่เป้าหมายที่ป่าไม้ถูกบุกรุกมากที่สุดและเป็นป่าต้นน้ำใน 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน พะเยา ล าปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ตาก และ เลย

"เพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกป่า ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด อ้อย ที่มีความเสี่ยงด้านการผลิต ด้านราคาและมาตรการกีดกันทางการค้า พร้อมส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่การปลูกพืชที่หลากหลาย ควบคู่
การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่ารักษาสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เช่น ปลูกไม้กิน
ได้ ไม้ใช้สอย และไม้เศรษฐกิจ เพื่อให้มีรายได้หมุนเวียน สามารถลดต้นทุนการผลิต และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
ตามแนวทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง"

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรลูกค้าที่มีหนี้สินเป็นภาระหนักหรือมีหนี้สินเดิมและต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และผ่านการประเมินความสามารถในการประกอบอาชีพตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร โดยปลอดชำระต้นเงินไม่เกิน 5 ปีแรก นับแต่วันที่ขอกู้ คิดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 – 3 เท่ากับ MRR – 3 ปีที่ 4 – 6 เท่ากับ MRR – 2 ปีที่ 7 – 9 เท่ากับ MRR – 1 และปีที่ 10 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR
(ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.875% ต่อปี) ระยะเวลาจ่ายเงินกู้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 ก.ค. 2564

กำหนดชำระคืนเงินกู้ตามที่มาของรายได้ แต่ไม่เกิน 15 ปี โดยประเภทที่ดินของเกษตรกรลูกค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย ที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ ได้แก่ โฉนดที่ดิน น.ส.3 ,น.ส.3 ก, น.ส.3 ข และ ส.ป.ก. 4-01 รวมถึง ที่ดินที่รัฐอนุญาตให้ทำประโยชน์ได้แก่สทก.1 ก, สทก.2 ก, สทก.1 ข, น.ค3 ก, สน.5 และที่ดินที่ทางการอนุญาตอื่นๆ

ด้านนายธัชพงศ์ กุลเทพรวม เกษตรกร อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน บอกว่า ได้รับสินเชื่อ จำนวน 1 แสนบาทจะนำมาลงทุนต่อยอดผลผลิตที่ปลูกพืชผสมผสาน เช่น เงาะ ยางพารา ต้นยางนา เกาลัด เป็นการปลูกพืชผสมผสานช่วยสร้างรายได้ต่อเดือนมีความมั่นคงมากขึ้น เฉลี่ย 3 หมื่นบาทต่อเดือน จากเดิมจะปลูกพืชข้าวโพดอย่างเดียว

"ผมมองว่า โครงการนี้จะช่วยลดความขัดแย้งกับกรมป่าไม้ เพราะต้องเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ปากไม่ได้รับอนุญาต และเป็นการรักษาป่า เพราะการจะได้รับสินเชื่อเกษตรกรขยายการเพาะปลูกในพื้นที่ควบคู่กับการักษ์ป่าเพิ่มขึ้น เช่น การปลูกต้นไม้ใหญ่ เพื่อขายคาร์บอน นอกเหนือจากการทำฝาย จะช่วยรักษาป่าต้นน้ำ และเพิ่มจำนวนป่าในพื้นที่"