‘โนเบิล’ กางแผนลุยธุรกิจนอก ตั้งเป้าปันผล ‘ยิลด์ 6-8%’

‘โนเบิล’ กางแผนลุยธุรกิจนอก   ตั้งเป้าปันผล ‘ยิลด์ 6-8%’

ท่ามกลางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น “ขาลง” จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมทั้งยังมีมาตรการสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน(แอลทีวี) ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่คอยคุมกำกับดูแลอย่างเข้มข้น

แต่ บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์(NOBLE) กลับสร้างความฮือฮาด้วยการประกาศจ่าย “เงินปันผล” ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนต่อมูลค่าหุ้น(ดิวิเดนยิลด์) ที่สูงเป็นอันดับหนึ่งในตลาดหุ้นไทย

โดยเมื่อวันที่ 12 ก.ย.2562 NOBLE ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปี 2562 (1ม.ค.-30มิ.ย.) ในอัตรา 5.20 บาท คิดเป็นดิวิเดนยิลด์ราว 19.8% และก่อนหน้านี้ NOBLE ก็เคยประกาศจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงมาแล้วเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 22 ก.พ.2562 ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลจากผลดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2561(1ม.ค.-30ก.ย.2561) ที่ 6.90 บาท คิดเป็นดิวิเดนยิลด์ราว 34.5%

การจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงของ NOBLE ทำให้ “นักลงทุน” ตั้งคำถามว่า อนาคต NOBLE จะยังสามารถจ่ายเงินปันผลในระดับที่สูงได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

"ธงชัย บุศราพันธ์" ประธานกรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม NOBLE ยอมรับกับทีมข่าว “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า  การจ่ายเงินปันผลของบริษัทในอนาคตคงลดลง แต่จะยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลไว้ไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ ซึ่งจะสามารถให้ดิวิเดนยิลด์ในระดับที่ไม่ต่างจากกองรีทที่ 6-8% 

“ปีนี้เราสามารถจ่ายเงินปันผลได้สูง เพราะเป็นปีพิเศษ ซึ่งมีกำไรสะสมจำนวนมาก และยังมีการขายสินทรัพย์ออกมาหากเราไม่จ่ายเงินปันผลออกไป จะทำให้สิ้นปีมีกระแสเงินสดสูงถึง 6 พันล้านบาท โดยเงินที่นำมาใช้จ่ายปันผลครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 2.4 พันล้านบาท ทำให้สิ้นปีเรายังมีกระแสเงินสดเหลืออีก 3.6 พันล้านบาท เพียงพอที่จะใช้ในการซื้อที่ดิน และพัฒนาโครงการใหม่ๆ”

นอกจากนี้ในหลายปีที่ผ่านมา บริษัทจ่ายเงินปันผลน้อยมาก บางปีไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย เมื่อทีมผู้บริหารใหม่เข้ามา จึงอยากให้ผลตอบแทนการลงทุนที่เหมาะสมกับผู้ถือหุ้น ซึ่งยังช่วยให้บริษัทมีชื่อเสียงที่ดี ในอนาคตหากบริษัทต้องการระดมทุนเพิ่ม ก็จะมีนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุน

ธงชัย บอกด้วยว่า การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวบริษัทได้ พิจารณาอย่างละเอียดแล้วว่าสามารถทำได้ ไม่กระทบต่อฐานะการเงินของบริษัท คือ 1.บริษัทมีข้อตกลงกับเจ้าหนี้ ที่ต้องรักษา Net Debt to Equity อยู่ที่ 2.5 เท่า ซึ่งปิดงบไตรมาส 2 ปี 2562 อยู่ที่ 2 เท่า และคาดว่าปิดงบไตรมาส 3 ปี 2562  ลดลงอยู่ที่ 1.4 เท่า เพราะบริษัทจะมีกำไรจากการขายที่ดินให้กับบริษัทร่วมทุน ที่จัดตั้งร่วมกับกลุ่มฮ่องกงแลนด์และมีการขายสินทรัพย์อื่นๆ 

2.การจ่ายเงินปันผลครั้งนี้ นำเงินจากกำไรสะสมและกระแสเงินสดของบริษัท  ไม่ได้กู้เงินจากสถาบันการเงินมาจ่ายเงินปันผลและ 3. ผลประกอบการของบริษัทมีการเติบโต ฐานะการเงินของบริษัทยังดีอยู่หลังจากจ่ายเงินปันผล ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตของบริษัท

สำหรับรายได้ปีนี้มั่นใจว่าทำได้  1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งรายได้ครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4.5 พันล้านบาท  เพราะ รับรู้จากโครงการรอรับรู้รายได้ (backlog) ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2562 อยู่ที่ 1.79 หมื่นล้านบาท รับรู้ภายในปีนี้สัดส่วน 29 %และการขายสินทรัพย์ 

ส่วนปี  2563-2564 คาดรายได้ อยู่ที่ประมาณ 1-1.2 หมื่นล้านบาท ต่อปี  มีอัตรากำไรขั้นต้น (กรอสมาร์จิ้น)อยู่ระดับ 35-37 % อัตรากำไรสุทธิ (เน็ตมาร์จิ้น) ที่ 17-18 %  ขณะที่ปี 2565 บริษัทจะมีรายได้อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท จากเริ่มรับรู้รายได้โครงการเปิดใหม่ และตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป คาดว่าจะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 10 % จากเปิดโครงการใหม่และ บริษัทมีแผนลงทุนในโครงการที่พักอาศัยในต่างประเทศ เพื่อนำมาขายให้กับนักลงทุนไทยและต่างชาติในแถบเอเชีย เบื้องต้นพิจารณาที่ประเทศอังกฤษ คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 2 พันล้านบาท เพื่อกระจายฐานรายได้

สำหรับโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เนื่องจาก ‘กิตติ ธนากิจอำนวย’และ NCROWNE PTE.LTD. คือ กลุ่มผู้บริหารเดิมของบริษัท ไม่มีความประสงค์ที่จะถือหุ้นของบริษัทต่อไป จึงจะมีการขายหุ้นออกมาให้กับตนเอง จึงชวน นาย แฟรงค์ ฟง คึ่น เหลียง และ บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ( BTS) เข้ามารับซื้อหุ้นดังกล่าว  

ทำให้ภายหลังการทำรายการดังกล่าว บริษัทมีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 กลุ่ม หลัก คือ ตนเองถือสัดส่วน 24.9 % และ นายแฟรงค์ ฟง คึ่น เหลียง 24.9%, BTS ถือหุ้นสัดส่วน 9.9 % มีกองทุนทั้งในประเทศต่างประเทศถือหุ้นอีกประมาณเกือบ 10 % และที่เหลือนักลงทุนรายอื่นๆ