เคาะงบกลางฯ1หมื่นล้าน เพิ่มเงินกองทุนประชารัฐ

เคาะงบกลางฯ1หมื่นล้าน  เพิ่มเงินกองทุนประชารัฐ

ครม.เคาะงบกลางฯ 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มเงินเข้ากองทุนประชารัฐ หลังอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปเดือน ส.ค. กว่า 2 หมื่นล้าน คลังแจงเพิ่มเงินให้ช่วยให้ดำเนินภารกิจต่างๆได้ตามปกติ

นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมาอนุมัติงบประมาณ1 หมื่นล้านบาท จากงบกลางายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นประจำปีงบประมาณ 2562 เพิ่มเติมให้กับกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

โดยการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมให้กับกองทุนประชารัฐสวัสดิการฯเนื่องจากก่อนหน้านี้ในวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2562 เรื่องมาตรการบรรเทาค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 3 มาตรการวงเงินรวม 2.01 หมื่นล้านบาท แบ่ง 1.เป็นมาตรการพยุงการบริโภคของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยจ่ายเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 500 บาทเป็นระยะเวลา 2 เดือน ใช้งบประมาณ 1.46 หมื่นล้านบาท

2.มาตรการมอบเงินช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 500 บาทต่อคนต่อเดือนเป็นระยะเวลา 2 เดือน ใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท และ 3.มาตรการช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตรแก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับสิทธิภายใต้โครงการอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในการเลี้ยงดูบุตรของผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติม 300 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยใช้งบประมาณ 494.80 ล้านบาท

โดยทั้ง 3 มาตรการ ครม.ได้เห็นชอบให้ใช้วงเงินคงเหลือในกองทุนประชารัฐสวัสดิการฯก่อนหากงบประมาณไม่เพียงพอให้กระทรวงการคลังเสนอของบประมาณจาก ครม.ต่อไป

ทั้งนี้กระทรวงการคลังได้รายงานว่ามาตรการบรรเทาค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมาโดยใช้เงินกองทุนประชารัฐสวัสดิการฯ ขณะที่กองทุนประชารัฐสวัสดิการฯก็มีรายจ่ายประจำ ได้แก่ สวัสดิการพื้นฐานเพื่อลดค่าครองชีพ และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นประจำทุกเดือน

ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการมาตรการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และสามารถรองรับการดำเนินงานสำหรับมาตรการที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคต จึงจำเป็นต้องขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 1 หมื่นล้านบาทให้กับกองทุนประชารัฐสวัสดิการฯ โดยได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสำนักงบประมาณในแนวทางการจัดสรรงบประมาณจำนวนดังกล่าวแล้ว

ขณะเดียวกัน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ระดมทุนโดยการออกพันธบัตร กฟภ. กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน เพื่อเสนอขายต่อนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายใหญ่ โดยวิธีการประมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.20 ต่อปี ซึ่งผลการประมูลพันธบัตร กฟภ. ดังกล่าว ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี โดยมีอัตราผลตอบแทนระหว่างร้อยละ 2.2000 – 2.3670 ต่อปี