สศค.เผยเครื่องชี้แวตติดลบสะท้อนบริโภคชะลอ

สศค.เผยเครื่องชี้แวตติดลบสะท้อนบริโภคชะลอ

สศค.เผย ยอดจัดเก็บแวตขยายตัวติดลบเป็นเดือนที่สอง สะท้อนการบริโภคในประเทศที่เริ่มชะลอตัว โดยในเดือนก.ค.ติดลบ 9.1% ส่งผล 7 เดือนแรกขยายตัวติดลบ 0.5% ขณะที่ เครื่องชี้ภาพรวมเศรษฐกิจส่งสัญญาณดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)เปิดเผยว่า เครื่องชี้ด้านการบริโภคภายในประเทศจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต)ที่ขยายตัวติดลบในเดือนก.ค.ที่ 9.1% เป็นเดือนที่สองนับจากเดือนมิ.ย.ที่ขยายตัวติดลบ 5.6% สะท้อนการบริโภคที่เริ่มชะลอตัว ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกและไตรมาสสองของปีภาษีมูลค่าเพิ่มยังสามารถขยายตัวเป็นบวกได้ที่ 1.7% และ0.4% ตามลำดับ ทำให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนก.ค.ยังขยายตัวติดลบเพียง 0.5%

อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่า มาตรการชิมช้อปใช้ที่รัฐบาลได้นำมาใช้ ซึ่งจะเริ่มราวปลายก.ย.นี้ จะมีส่วนช่วยให้การบริโภคในประเทศปรับตัวดีขึ้น โดยสศค.ประเมินว่า ด้วยเม็ดเงินงบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับโครงการนี้จำนวนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จะช่วยกระตุ้นจีดีพีได้ราว 0.1-0.2% ซึ่งก็จะช่วยให้ภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวได้มากขึ้นเช่นกัน

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในเดือนก.ค.นั้น เครื่องชี้เศรษฐกิจได้ส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากปัจจัยสนับสนุนด้านอุปสงค์จากการส่งออกสินค้าที่กลับมาขยายตัวเป็นบวกในรอบ 5 เดือน ประกอบกับการบริโภคและการลงทุนเอกชนที่ขยายตัวได้จากเดือนก่อนหน้าในเครื่องชี้เศรษฐกิจบางรายการ สำหรับเศรษฐกิจไทยด้านอุปทานมีการขยายตัวในภาคเกษตรและภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ ภาคอุตสาหกรรมชะลอตัวต่อเนื่อง เสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชนในเดือนก.ค.ปรับตัวดีขึ้น โดยปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัว17.5% ต่อปี ปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งกลับมาขยายตัว 0.8% ต่อปี และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว11.5%ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ชะลอตัว -9.1% ต่อปี จากปัจจัยฐานสูงในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยหากหักปัจจัยพิเศษดังกล่าวจะพบว่า ยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ชะลอตัวลดลงอยู่ที่ -2.6% ต่อปี

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลงอยู่ที่ระดับ 62.2 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้า

 

ด้านเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากการขยายตัวของการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร ขณะที่ การลงทุนในหมวดก่อสร้างยังคงส่งสัญญาณชะลอตัว โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนกลับมาขยายตัว 9.9% ต่อปี ขณะที่ ยอดจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ชะลอตัวที่ -2.4% ต่อปี สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดก่อสร้างสะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศชะลอตัว-4.5%ต่อปี เช่นเดียวกับภาษีการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว -6.0% ต่อปี และดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างชะลอตัว -2.0% ต่อปี โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการชะลอตัวของดัชนีหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็กเป็นสำคัญ

ด้านเศรษฐกิจภาคการค้าระหว่างประเทศปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวที่ 4.3% ต่อปี โดยมูลค่าการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีนกลับมาขยายตัว โดยสินค้าส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี เช่น เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เครื่องนุ่งห่ม รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ผัก ผลไม้สดแช่แข็ง และแปรรูป ยางพารา สำหรับมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์ขยายตัวอยู่ที่ 1.7% ต่อปี ทั้งนี้ ดุลการค้าในเดือนกรกฎาคม 2562 เกินดุลที่มูลค่า 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

ส่วนเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทานพบว่า ภาคการท่องเที่ยวและภาคการเกษตรขยายตัวได้ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังส่งสัญญาณชะลอตัว โดยภาคการท่องเที่ยวสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือนกรกฎาคม 2562 มีจำนวน 3.33 ล้านคน ขยายตัว 4.7% ต่อปี เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาขยายตัวในรอบ 5 เดือน โดยขยายตัวที่ 5.8% ต่อปี และนักท่องเที่ยวประเทศอื่นยังคงขยายตัวได้ดี อาทิ นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ลาว และมาเลเซีย เป็นต้น และสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีมูลค่ารวม 1.67 แสนล้านบาท ขยายตัว 3.1%ต่อปี เช่นเดียวกับภาคการเกษตรสะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรที่ขยายตัว 0.2%ต่อปี

ส่วนภาคอุตสาหกรรมสะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว -3.2% ต่อปี เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 93.5 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า การปรับลดลงดังกล่าวมีปัจจัยมาจากผู้ประกอบการมีความกังวลเกี่ยวกับภัยแล้งซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการผลิต และเรื่องสงครามการค้าซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนต่างประเทศ

เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.1% ต่อปี และเมื่อหักสินค้ากลุ่มอาหารสดและสินค้ากลุ่มพลังงานออกอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.4% ต่อปี สำหรับอัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.1% ของกำลังแรงงาน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 อยู่ที่ 41.3% ต่อจีดีพี ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่ตั้งเพดานไว้ไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี