ผลวิจัยชี้การเกษตรอัจฉริยะช่วยหนุนศก.โลก

ผลวิจัยชี้การเกษตรอัจฉริยะช่วยหนุนศก.โลก

อีกไม่กี่ปีนับจากนี้ไป การเกษตรอัจฉริยะ จะสร้างผลกระทบมหาศาลให้แก่เศรษฐกิจการเกษตร ทั้งยังช่วยปิดช่องโหว่ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็ก

ช่วงกลางปีที่ผ่านมา องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ได้จัดเวทีสัมนาใหญ่ "Global Forum on Agriculture 2018 “Digital technologies in food and agriculture: reaping the benefits” เพื่อสะท้อนความสำคัญของบทบาทเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเกษตรกรรมซึ่งจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเกษตรกรที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเข้าใจและเข้าถึงซึ่งจะหลุดพ้นกับดักความยากจนได้

ประเด็นหนึ่งที่เน้นย้ำกันมากคือ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเทคโนโลยีระดับสูง หรือระดับต่ำ ล้วนสามารถช่วยให้ใช้ประโยชน์จากแอพพลิเคชั่นด้านดิจิทัลได้ทั้งนั้น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในเชิงการเกษตร ครอบคลุมตั้งแต่ การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ใช้งาน แบ่งปันกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่การเกษตรซึ่งอยู่ห่างไกล มีอุปสรรคในการเชื่อมต่อ

จากบริบทโลกยุคปัจจุบัน ที่การเชื่อมโยงถึงกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โทรศัพท์มือถือขนาดเล็กลง ทำงานรวดเร็วขึ้น ราคาถูกลง และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ที่ผ่านมาเราจะเห็นภาพ “ธุรกิจ” ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ แต่ปัจจุบันภาคการเกษตร ก็กำลังเกาะติดความได้เปรียบด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลใหม่ๆ มากรายขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ พวกเขาสามารถพยากรณ์ปริมาณน้ำในการเกษตร ปริมาณการใช้ปุ๋ย หรือวางแผนการจัดการพื้นที่และการเพาะปลูกได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการทำปศุสัตว์

สถาบันวิจัยบีไอเอส รีเสิร์ช ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ ชื่อว่า “โกลบอล สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง มาร์เก็ต” คาดการณ์แนวโน้มตลาดการเกษตรอัจฉริยะว่า จะขยายตัวได้ถึง 23.14 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2565 สะท้อนสัญญาณที่สดใสด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี ที่อยู่ในระดับสูงถึง 19.3% ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตนี้ มาจากความต้องการเพิ่มผลผลิตของเกษตรกร การเติบโตของการใช้เทคโนโลยีไอซีทีในการทำเกษตร และความต้องการที่สูงขึ้นสำหรับเทคโนโลยีการเกษตรที่ฉลาดต่อสภาพภูมิอากาศ

พร้อมทั้งคาดการณ์ว่า อีกไม่กี่ปีนับจากนี้ไป การเกษตรอัจฉริยะ จะสร้างผลกระทบมหาศาลให้กับเศรษฐกิจการเกษตร ปิดช่องว่างระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ปรากฎการณ์นี้จะขยายวงทั้งในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา

ปัจจุบัน ประเทศจีนและญี่ปุ่น รุกหนักกับการใช้สมาร์ทโฟน และระบบอินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง (ไอโอที) มาเพิ่มความเก่งของโซลูชั่นการเกษตรแม่นยำ ขณะที่ รัฐบาลหลายประเทศ ตระหนักถึงความจำเป็นและความได้เปรียบของเทคโนโลยีด้านนี้ ผลักดันโครงการนำร่องส่งเสริมเทคนิคในการพยากรณ์ที่แม่นยำสำหรับการเกษตร เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดในอนาคต

ตัวเลขเมื่อปีที่ผ่านมา ระบุว่า โซลูชันระบบฮาร์ดแวร์ มีสัดส่วนมากกว่า 72% ของตลาดการเกษตรอัจฉริยะทั่วโลก แอพพลิเคชันด้านการเก็บเกี่ยวผลผลิตการเกษตรที่แม่นยำ ได้รับความนิยมสูงมาก มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 31% ตัวอย่างแอพพลิเคชันด้านนี้ ได้แก่ การวิเคราะห์น้ำในดิน การคาดการณ์และตรวจวัดผลผลิต การให้ปุ๋ย/ยาฆ่าแมลง การสอดส่องพืชผล และการบันทึกและการจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น

อีกปัจจัยสนับสนุนการทำการเกษตรรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งจะได้ผลยิ่งขึ้นถ้านำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เนื่องมาจากการเติบโตของพื้นที่เมือง และความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตรที่สดใหม่ตลอดปี โดยไม่ถูกจำกัดกับฤดูกาลผลิตแบบวิถีเกษตรเดิมๆ เหล่านี้ทำให้เห็นการทำเกษตรในร่มมากขึ้น

ถ้ามองในภาพรวมทั่วโลก ภูมิภาคอเมริกาเหนือ ถือเป็นผู้นำตลาดเกษตรอัจฉริยะระดับโลก และมีความต้องการทางการตลาดสูงมาก ขณะที่ เม็กซิโก เป็นประเทศที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นตลาดที่เติบโตที่สุดในช่วง 5 ปีจากนี้

สำหรับเอเชีย-แปซิฟิก ถูกยกให้เป็นตลาดที่มีอัตราเติบโตเร็วที่สุด ในช่วงปี 2560-2565 มีปัจจัยขับเคลื่อน ได้แก่ ขนาดประชากรเมืองเพิ่มขึ้น สัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตร และการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล ที่สำคัญยังได้แรงหนุนจาก 2 ประเทศใหญ่ในภูมิภาคอย่าง จีน และอินเดีย ที่จะหนุนให้ขยับเป็นผู้นำด้านเกษตรอัจฉริยะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เทคโนโลยีไอโอทีมีส่วนสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วให้กับอุตสาหกรรมการเกษตรในเชิงบวก และยังครอบคลุมไปถึงอุตสาหกรรมอาหาร โดยมีรายงานที่จัดทำโดย ซิสโก ประมาณการณ์ไว้ว่า มูลค่าตลาดไอโอที จะขยับขึ้นไปสูงถึง 14.4 ล้านล้านดอลลาร์ ด้วยเทคโนโลยีนี้ จะทำให้เกิดปริมาณข้อมูลมหาศาลจากกระบวนการทำการเกษตรที่จัดเก็บผ่านอุปกรณ์เซ็นเซอร์จำนวนมหาศาลที่ติดตั้งใช้งานในพื้นที่การเกษตร