วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน (28 ธ.ค.61)

วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน (28 ธ.ค.61)

ราคาน้ำมันดิบตก หลังเศรษฐกิจโลกอาจโตชะลอกว่าคาด และอุปทานน้ำมันดิบยังคงล้นตลาด

- ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนท์กลับมาปรับตัวลดลงหลังนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่อาจเติบโตชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ว่าดัชนีตลาดจะปิดบวก แต่ตลาดหุ้นที่อ่อนตัวลงระหว่างวันส่งผลให้เกิดแรงเทขายอยู่ไม่น้อย ส่งผลกดดันต่อทิศทางสภาพเศรษฐกิจในช่วงสั้น

- อุปทานน้ำมันดิบโลกยังคงมีแนวโน้มล้นตลาด แม้ว่าประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ (โอเปก) และประเทศพันธมิตรตกลงที่จะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบที่ระดับ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่การผลิตน้ำมันดิบจากประเทศอื่นๆ ยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและอาจมากกว่าส่วนที่จะปรับลด อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตามองเรื่องจัดการประชุมนอกรอบของโอเปคและประเทศพันธมิตรว่าจะปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมหรือไม่

- สถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานสหรัฐฯ (API) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ สิ้นสุด ณ สัปดาห์ก่อนหน้าปรับเพิ่มขึ้น 6.9 ล้านบาร์เรลแตะระดับ 448.2 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลดลง 2.9 ล้านบาร์เรล

+/- รัสเซียจะปรับลดกำลังการผลิตราว 3-5 ล้านบาร์เรลในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ตามที่ตกลงไว้ในการประชุมของโอเปคและประเทศพันธมิตร อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปีอาจจะมีการเพิ่มกำลังการผลิตกลับขึ้นมาบ้างเพื่อที่จะทำให้การผลิตน้ำมันดิบรวมของประเทศในปี 2562 อยู่ที่เฉลี่ย 11.12 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่ากับปี 2561

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากสภาพตลาดยังคงซบเซาในเอเชีย และอุปทานน้ำมันเบนซินในภูมิภาคยังคงมีมากกว่าอุปสงค์ โดยประเทศจีนมีแนวโน้มส่งออกน้ำมันเบนซินอย่างต่อเนื่อง

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปทานน้ำมันดีเซลยังคงล้นในเอเชีย โดยเฉพาะรอบๆ ประเทศไต้หวันที่คาดว่ามีน้ำมันดีเซลอยู่ในเรือรวมกันถึง 3 ล้านตัน นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันดีเซลเพื่อระบายไปยังทวีปยุโรปไม่สามารถเป็นไปได้เนื่องจากไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์

ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์หน้า

         ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 42-46 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

         ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 50-54 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

  • นักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของอุปสงค์น้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลง จากแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง หลังเศรษฐกิจจีนและยุโรปค่อนข้างซบเซา ในขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง หลังธนาคารกลาง (เฟด) ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย
  • ติดตามสถานการณ์การกลับมาดำเนินการของแหล่งผลิตน้ำมันดิบ El Sharara ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดของลิเบีย หลังนายกรัฐมนตรีลิเบียเดินทางไปพบกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม บริษัทน้ำมันแห่งชาติของลิเบีย (NOC) ยังไม่ประกาศยกเลิกการหยุดผลิตน้ำมันดิบ เนื่องจากรอเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้รัดกุมมากขึ้น
  • ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวลดลง หลังโรงกลั่นดำเนินการด้วยอัตราการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับอุปทานน้ำมันดีเซลและอากาศยานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว

----------------------------------------------------------------

ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)          

        โทร.02-797-2999