'วอลุ่ม' หุ้นไทยเม.ย.ต่ำสุด3 ปี

'วอลุ่ม' หุ้นไทยเม.ย.ต่ำสุด3 ปี

วอลุ่มหุ้นไทยเม.ย. "ต่ำสุด3 ปี" รอปัจจัยหนุนครึ่งปีหลัง

ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเดือนเม..2560 ดัชนีตลาดหุ้นผันผวน ณ.วันที่ 27 เม.ย.ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,566.77 จุด ลดลง 0.53% ขณะที่หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้นมากสุด 4.06% และมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 37,523.46 ล้านบาท

ทั้งนี้หากพิจารณามูลค่าการซื้อขายหุ้นรวมเป็นรายเดือน พบว่า เดือนเม.ย.2560 ต่ำสุดในรอบปีนี้ โดยเดือนม.ค.2560 อยู่ที่ 1,107,339.81 ล้านบาท เดือนก.พ.อยู่ที่ 940,813.39 ล้านบาท เดือนมี.ค.อยู่ที่ 948,737.98ล้านบาท และเดือนเม..อยู่ที่ 600,375.30ล้านบาท

บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวเบาบางอย่างมาก โดยหากนับเฉพาะในเดือนเม..นี้มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่เพียง 37,500 ล้านบาท และมีมูลค่าโดยรวมทั้งเดือนที่ระดับ 600,000 ล้านบาท ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี สาเหตุสำคัญเป็นเรื่องของการขาดปัจจัยกระตุ้นหรือกดดันที่มีนัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของดัชนีไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจน

ฝ่ายวิจัยมองจุดเปลี่ยนที่สำคัญ (หากจะเกิดขึ้น) จะต้องมาจากปัจจัยดึงดูดภายในก่อน ซึ่งได้แก่การเติบโตของเศรษฐกิจและผลประกอบการของบจ. โดยในฝั่งของตัวเลขเศรษฐกิจนั้น แนะนำติดตามรายงานของธปท ว่าจะมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นมาแล้วหรือไม่ ในส่วนของกำไรบจ.นั้น ล่าสุดหลังจากที่กลุ่มธนาคารฯประกาศงบไตรมาส 1/2560 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังไม่เห็นนักวิเคราะห์ในตลาดมีการปรับประมาณการที่มีนัยสำคัญใดๆเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เนื่องจากจะไม่ทำให้ Valuation ของตลาดหุ้นไทยทรงตัวอยู่ได้ ไม่แพงขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์(บล.)ก็ออกมายอมรับว่า วอลุ่มการซื้อขายจะปรับตัวลดลงแต่ประเมินว่า ครึ่งปีหลังน่าจะฟื้นตัวได้

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) BLS ให้ความเห็นว่า ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2560 มองว่าจะอยู่ที่ ราว 1,627 จุด บนพีอีเรโช 15.8 เท่า โดยคาดว่าปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์จะไม่คึกคักมากนัก เนื่องจากปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก รวมถึงดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นไปสูงมากแล้วในปีที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจน

“เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ที่จะเจรจาปรับลดกำลังการผลิตอีก โดยมองว่าราคาน้ำมันดิบจะแตะระดับ 60ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้น่าจะทำให้การซื้อขายหุ้นดีขึ้นได้”

มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ให้ความเห็นว่าบริษัทคงเป้ากำไรสุทธิปีนี้เติบโต 15-20% จากปีก่อนที่มีรายได้ 974.49 ล้านบาท เนื่องจาก ธุรกิจหลักทรัพย์เติบโตที่ดี จากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ามูลค่าการซื้อขายทั้งปีจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน หลังผ่านข่าวร้ายที่สุดของคนไทยผ่านไปแล้ว อีกทั้งเศรษฐกิจ และการบริโภคปรับตัวดีขึ้น หนี้สินครัวเรือนลดลง เชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสแตะ 1,650 จุด ทำให้คาดว่าจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เกตแชร์) ได้ตามเป้า ที่ 9-10% จากปีก่อนที่ 8.15 % แม้จะมีคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น แต่บริษัทจะยังคงคิดค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ที่ 0.14% ไม่เน้นแข่งขันด้วยราคา เพราะ บริษัทมีทีมวิจัยที่แข็งแกร่ง

ความเคลื่อนไหวหุ้นกลุ่มโบรกเกอร์ในเดือนเม..พบว่าหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยหุ้นบล.เคจีไอ(ประเทศไทย)KGIปรับตัวลดลงมากสุด 10% รองลงมาหุ้นโกลเบล็ก(GBX) ลดลง 2.44% และหุ้นฟินันซ่า (FNS)ลดลง0.83% หุ้นเอเซียพลัส (ASP)ลดลง 0.57% ขณะที่หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นประกอบด้วย หุ้นทรีนีตี้(TNITY) เพิ่มขึ้น 1.43% หุ้นโนมูระพัฒนสิน(CNS)เพิ่มขึ้น 0.83%