“เฟซบุ๊ค” ภัยสังคม-ความมั่นคง?

“เฟซบุ๊ค” ภัยสังคม-ความมั่นคง?

ขณะนี้หลายประเทศกำลังจับตาสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ค หลังจากกลายเป็นเหมือน “พื้นที่” เผยแพร่ความรุนแรงและเนื้อหาที่กระทบความมั่นคงในสายตารัฐบาล ขณะที่ล่าสุดเฟซบุ๊คประกาศมาตรการใหม่คัดกรองเนื้อหา เพื่อทำให้ตัวเองเป็นชุมชนมาตรฐานสำหรับคนทั่วโลก

“เฟซบุ๊ค” ถือเป็นสังคมออนไลน์ยอดนิยมสำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก ด้วยจำนวนผู้ใช้งานเกือบ 2,000 ล้านราย แต่ไม่นานมานี้ เฟซบุ๊คถูกครหาว่าเป็น “แหล่งเพาะเชื้อร้าย” ต่อทั้งสังคมและความมั่นคงแห่งชาติ หลังกลายเป็นพื้นที่แพร่กระจายข่าวปลอม หรือเนื้อหาที่รัฐบาลบางประเทศมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และเกิดเหตุสะเทือนขวัญการฆาตกรรมผ่านฟีเจอร์ถ่ายทอดสด หรือ “เฟซบุ๊คไลฟ์”

เฟซบุ๊คไลฟ์ เปิดโอกาสให้ผู้คนถ่ายทอดสดช่วงเวลาที่มีความสุขหรือได้ปลดปล่อยกับเพื่อนๆ และญาติพี่น้องมากว่า 1 ปีแล้วและกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้ใช้หลายพันล้านรายแต่จำนวนผู้ใช้อันมหาศาลนี้ย่อมเปิดช่องให้มีการถ่ายทอดสดที่ผิดวัตถุประสงค์

ในสัปดาห์นี้ นายเจมส์ เอ็ม เจฟฟรีย์ จากรัฐแอละแบมาของสหรัฐตัดสินใจฆ่าตัวตายขณะเฟซบุ๊คไลฟ์ หลังอกหักจากคนรัก ผู้ที่ชมการถ่ายทอดสดจึงได้เห็นภาพที่เขาใช้ปืนจ่อศีรษะและลั่นไก ซึ่งคลิปช็อกโลกของชาย 49 ปีรายนี้มียอดเข้าชมกว่า 1,000 ครั้ง ก่อนจะถูกลบไป

นอกจากนี้ คนทั่วโลกต้องสลดใจอีกครั้งจากการที่นายวุฒิสรรค์ ว่องทะเล วัย 20 ปี กล่าวหาว่านางสาวจิรนุช ไตรรัตน์ วัย 21 ปีนอกใจเขาจึงพาลูกวัย 11 ปีหนีไปที่จังหวัดภูเก็ต และตัดสินใจแขวนคอลูก แล้วจึงฆ่าตัวตายตาม พร้อมถ่ายทอดสดให้ชาวเน็ตได้เห็น

เหตุการณ์สะเทือนขวัญอีกเหตุการณ์ คือ นายสตีฟ สตีเฟนส์ที่ถ่ายวีดิโอที่เขาสังหารนายโรเบิร์ด ก็อดวิน วัย 74 ปี ในวันอาทิตย์อีสเตอร์ หรือวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา ในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอของสหรัฐ และได้อัพโหลดคลิปดังกล่าวลงโซเชียลมีเดีย พร้อมพูดในคลิปว่าเจอเหยื่อแล้วแม้เขาไม่ได้ถ่ายทอดสดเหตุการณ์สังหารนายก็อดวินแต่เขาใช้เฟซบุ๊คระหว่างที่กำลังหนีตำรวจ และท้ายที่สุดเขาก็ฆ่าตัวตายหนีความผิด

หลังเหตุการณ์นี้นายมาร์ค ซักเคอร์เบิร์กซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ค กล่าวกับนักพัฒนาของบริษัทว่า จะต้องทำให้คุณสมบัตินี้ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งานเฟซบุ๊คทั้ง 1,860 ล้านคน ทุกคนในบริษัทรู้สึกเห็นใจครอบครัวและเพื่อนของผู้เสียชีวิต และทุกคนก็ทุ่มเทอย่างหนัก และจะทำต่อไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ได้เหตุการณ์ที่น่าสลดใจเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

เมื่อเดือนมี.ค. เฟซบุ๊คได้ประกาศว่า บริษัทจะนำเครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตายแบบตอบสนองฉับพลันมาใช้กับเฟซบุ๊คไลฟ์ด้วย โดยเครื่องมือที่ว่านี้ เปิดให้ผู้ชมไลฟ์กดปุ่ม “รายงาน” เข้ามายังระบบของบริษัท ที่เขียนว่า ผู้ถ่ายทอดสดอาจต้องการความช่วยเหลือ หากมีผู้ใช้รายงาน จะมีกล่องแจ้งเตือนขึ้นมาที่หน้าจอของผู้ใช้งาน โดยตัวเลือก 3 ข้อ ได้แก่ ติดต่อสายด่วน ดูคำแนะนำ และพูดคุยกับเพื่อน

ขณะที่ปัญหาความมั่นคงกลายเป็นชนวนเหตุหรือข้ออ้างสำหรับฝ่ายรัฐบาลหลายประเทศในการปิดกั้นเสรีภาพการเข้าถึงข้อมูลบนโลกออนไลน์ โดยในสัปดาห์นี้ รัฐบาลอินเดียได้สั่งให้ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตในประเทศ ปิดกั้นการเข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่รวมถึงเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ วอทส์แอพและบริการของบริษัทอื่นๆในพื้นที่ทั้งหมดของรัฐชัมมูร์และกัศมีร์เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน โดยอ้างว่าเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและผ่อนคลายความตึงเครียดของสถานการณ์ในพื้นที่หลังมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 คนตั้งแต่ต้นเดือนนี้

ด้านรัฐบาลเวียดนามแถลงว่า บริษัทเฟซบุ๊คสัญญาว่าจะให้ความร่วมมือในการสกัดกั้นการโพสต์เนื้อหาเข้าข่ายละเมิดกฎหมายในเวียดนาม หลังมีการหารือระหว่างผู้จัดการฝ่ายนโยบายต่างประเทศเฟซบุ๊คกับรัฐมนตรีกระทรวงข่าวสารและคมนาคมเวียดนามโดยทางเฟซบุ๊คจะถอดบัญชีปลอมและเนื้อหาเท็จเกี่ยวกับรัฐบาลเวียดนามออก

ส่วนปัญหาข่าวปลอมนั้น ล่าสุด เฟซบุ๊คออกรายงานปกขาวเกี่ยวกับความพยายามในการตอบโต้การเผยแพร่ข่าวลวงและจัดการปัญหาที่ระบบสื่อสังออนไลน์ตกเป็นเครื่องมือของหน่วยงานรัฐบาลและไม่ใช่รัฐบาลใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ โดยจะให้ทีมดูแลความปลอดภัยจัดการกับเรื่องนี้ หรือที่เรียกว่า ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร ซึ่งพุ่งเป้าทำลายความเชื่อมั่นทางการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นการเฉพาะ

ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊คถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ ในช่วงระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว แต่เฟซบุ๊คออกมาตอบโต้ว่า ระบบของเครือข่ายไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากขนาดนั้น

อย่างไรก็ตาม แม้เฟซบุ๊คจะมีความพยายามในการออกมาตรการใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด แต่ก็ยังไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่า เฟซบุ๊คจะขจัดเชื้อร้ายเหล่านี้ออกไปจากชุมชนออนไลน์ของตนได้ 100%