'อภิสิทธิ์' อวยพรปีใหม่ขอปี59เป็นปีแห่งความหวัง

'อภิสิทธิ์' อวยพรปีใหม่ขอปี59เป็นปีแห่งความหวัง

“อภิสิทธิ์” อวยพรปีใหม่ ขอปี 2559 เป็นปีแห่งความหวัง แนะ คสช.ปฏิรูปการเมือง ไม่ต้องรอรธน. แนะสร้างกลไกเอาคนดีเข้าระบบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอวยพรปีใหม่ว่า ขอให้คนไทยสมหวัง และให้ปี 2559 เป็นปีแห่งความหวังว่าบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจจะดีขึ้นเพื่อประชาชนไทยทุกคน จึงอยากให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งปฏิรูปตามที่ประกาศไว้เพราะระยะเวลาที่เหลืออยู่ปีเศษ หากรัฐบาลจะหยิบเรื่องหลักมาทำให้เป็นผลสำเร็จจะช่วยให้เกิดแรงเหวี่ยงให้การปฏิรูปเดินต่อได้หลังการเลือกตั้งคือทำให้ระบบการเมืองดีตอบสนองส่วนรวมลดความรุนแรง ไม่ใช่มุ่งไปที่รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งที่สื่อ กระบวนการยุติธรรมและการป้องกันปราบปรามการทุจริตรวมถึงการกระจายอำนาจด้วย หากทำได้ก็จะทำให้เห็นชัดว่าการเมืองหลังการเลือกตั้งจะไม่เหมือนเดิม

“ถ้าพยายามปฏิรูป 11 ด้านทำได้อย่างละนิดอย่างละหน่อยจะไม่เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริงเพราะที่ผ่านมายังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลปฏิรูปอะไรไปแล้วบ้าง ถ้าบอกว่าปฏิรูปแล้วแต่ประชาชนยังไม่เห็นภาพชัดเจนก็ต้องพิจารณาใหม่ ผมอยากให้ประกาศว่าจะดำเนินการสิ่งเหล่านี้ในปี 2559 แม้จะไม่สำเร็จภายในปีเดียวแต่ต้องมีความชัดเจน เพราะตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนในทิศทางว่าจะปฏิรูปอย่างไร เช่น กระบวนการยุติธรรม ตำรวจ อัยการ กระบวนการศาลปรับปรุงอย่างไรจะทำให้การปฏิรูปชัด เพราะขณะนี้มีการใช้มาตรา 44 ให้อำนาจ ผบ.ตร.แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจสวนทางกับการปฏิรูปตำรวจที่ต้องการให้มีการกระจายอำนาจ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การปฏิรูปบางเรื่องสามารถตรากฎหมายได้โดยไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญ แต่ขอให้คำนึงด้วยว่าความยั่งยืนในการปฏิรูปไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเท่ากับกระแสสังคมกดดันให้รัฐบาลเลือกตั้งต้องสานต่อ เพราะเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งสังคมจะสอบถามพรรคการเมืองว่าจะสานต่ออย่างไรแต่ถ้าเขียนในรัฐธรรมนูญสังคมไม่ขานรับไม่มีการกดดันอาจไม่เป็นผลตามที่ต้องการ

ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่า ปี2559จะมีแรงกดดันจากต่างประเทศกดดันจากเศรษฐกิจจากต่างประเทศในแง่ที่ทำให้รัฐบาลต้องผ่อนคลายข้อจำกัดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ซึ่งจะทำให้งานของคสช.และรัฐบาลมีความยากและท้าทายมาก ต้องหนักแน่นมั่นคงชัดเจน ไม่มีเรื่องให้ประชาชนคลางแคลงใจ โดยตัวเองต้องเป็นตัวอย่างการปฎิรูปก่อนที่จะบอกให้นักการเมืองเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่น กรณีอุทยานราชภักดิ์ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จะบอกมาตรฐานการเมืองหลังการปฏิรูปได้จากการปฏิบัติของรัฐบาล เพราะรัฐบาลยังไม่ชี้แจงอย่างเพียงพอบอกแต่ให้รอผลสอบของกระทรวงกลาโหม

“นายกฯต้องใช้ประโยชน์จากการที่สังคมมีความเชื่อมั่นว่าเป็นคนตรงและรักษาเอาไว้เป็นภูมิคุ้นกันที่ดีที่สุด รักษาไว้ด้วยการปฏิบัติให้เห็นจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้งานเดินได้ ต้องทำให้ครบทุกเรื่องเมื่อมีเรื่องกระทบกับรัฐบาลด้วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่การแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทำในช่วงรัฐบาลคสช.และมีที่มาไม่เป็นไปตามปกตินั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อกระบวนการสรรหาผ่านไปแล้วคนที่เข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้องรับผิดชอบกับประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า องค์กรอิสระเกือบทั้งหมดขณะนี้แต่งตั้งในยุคคสช.จะถูกครอบงำเหมือนในยุครัฐบาลทักษิณที่เคยเกิดขึ้นหรือไม่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าย้อนกลับไปในยุคทักษิณก็จะเป็นการตอกย้ำว่าไทยยังไม่หลุดพ้นวิกฤต แต่ในระยะเวลาที่ผ่านมานายกฯพูดชัดเรื่องการสนับสนุนคืนสู่ประชาธิปไตยก็ต้องดูว่าจะดีกว่าในอดีตอย่างไร เพราะปัญหาไม่ใช่มีปชต.มากไปแต่เป็นเพราะไม่ได้มีปชต.ที่แท้จริงในทุกมิติ ถ้าคิดว่าปชต.มีมากไปเช่นจะปฏิรูปสื่อด้วยการเอาตำรวจมาคุมไม่ใช่การปฏิรูปจึงต้องตั้งโจทย์ให้ถูกด้วย