เเอมเนสตี้ไว้อาลัย'ยุติธรรมไทย'คดีทนายสมชาย

เเอมเนสตี้ไว้อาลัย'ยุติธรรมไทย'คดีทนายสมชาย

เเอมเนสตี้ไว้อาลัย"ยุติธรรมไทย"คดีทนายสมชาย ระบุมีเหตุเเบบนี้บ่อย

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์29ธันวาคม 2558 "วันที่ประเทศไทยต้องไว้อาลัยให้แก่ความยุติธรรมเมื่อศาลยกฟ้องคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและปฏิเสธสิทธิของครอบครัวผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนคนสำคัญในการเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีการบังคับบุคคลให้สูญหาย"  ระบุว่า 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประณามการลอยนวลพ้นผิดที่ยังคงเกิดขึ้นต่อกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาปฏิเสธสิทธิของครอบครัวนายสมชายไม่ให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ ซึ่งคำตัดสินดังกล่าวนับเป็นการขัดขวางไม่ให้ครอบครัวของเขาเข้าถึงความยุติธรรมได้ ศาลมีคำสั่งยกฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจ5นายในการรับผิดทางอาญาต่อการบังคับบุคคลให้สูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนผู้ถูกอุ้มหายไปจากใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2547 ผลคำตัดสินดังกล่าวนับเป็นผลกระทบรุนแรงต่อสิทธิของผู้เป็นเหยื่อ 

คำพิพากษาในคดีแรกที่เกี่ยวข้องกับการบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทย เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทางการไทยต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ไขอุปสรรคสำคัญทั้งทางกฎหมายและทางปฏิบัติที่ขัดขวางการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้เป็นเหยื่อทุกคน รวมทั้งการกำหนดให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญาที่ชัดเจน การลอยนวลพ้นผิดอย่างต่อเนื่องกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายต่อนายสมชาย นีละไพจิตร ยังเป็นสัญญาณบ่งบอกการขาดซึ่งการเยียวยาและชดเชยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลร้องขอให้เจ้าหน้าที่รัฐทำให้เกิดความมั่นใจว่ามีการสอบสวนคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตรและคนอื่นๆ อย่างเป็นอิสระ เป็นผลและถี่ถ้วน และปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาต่อผู้ต้องตกเป็นเหยื่อ รัฐบาลจะต้องดำเนินการกำหนดมาตรการทางกฎหมายที่สมควรจะเกิดขึ้นเป็นเวลานานแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบังคับบุคคลให้สูญหายในอนาคต ทั้งนี้รวมถึงการให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance)ซึ่งไทยได้ลงนามแล้วตั้งแต่ปี 2555 และให้นำข้อบัญญัติในอนุสัญญามากำหนดเป็นกฎหมายในประเทศ อนุสัญญาดังกล่าวกำหนดให้ทางการต้องบัญญัติให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา และให้มีมาตรการป้องกัน อนุสัญญายังระบุอย่างชัดเจนว่าผู้เป็นเหยื่อไม่ได้หมายถึงเพียงผู้สูญหาย แต่รวมถึงบุคคลใด ๆ ก็ตาม รวมทั้งครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการบังคับบุคคลให้สูญหาย 

นายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 53 ปี ได้หายตัวไปจากกรุงเทพฯ เมื่อค่ำวันที่ 12 มีนาคม 2547 โดยมีกลุ่มผู้ชายนำตัวเขาออกจากรถและพาตัวหายไป ตามรายงานที่น่าเชื่อถือรวมทั้งคำให้การของประจักษ์พยานต่อศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ5นายเป็นผู้กระทำการลักพาตัวดังกล่าว ทั้งนี้ ในช่วงเวลานั้นนายสมชายได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อร้องเรียนของผู้ถูกควบคุมตัวที่เป็นลูกความของเขาที่ระบุว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรุมซ้อม โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวเป็นบุคคลที่ได้รับการยกฟ้องในคดีในวันนี้ 

ในการไต่สวนล่าสุด ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ว่าเนื่องจากขาดหลักฐานพิสูจน์ว่านายสมชายเสียชีวิต ครอบครัวเขาจึงไม่อาจเป็นโจทก์ร่วมและไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลในอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับเขาได้ เมื่อปี 2554 ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องที่ครอบครัวขอเป็นโจทก์ร่วม โดยศาลเห็นว่าพวกเขาไม่ได้เป็น “ผู้เสียหาย” นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ยังตัดสินไม่ให้ครอบครัวนายสมชายกระทำการแทนได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าเขาเสียชีวิตแล้วจริง ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลรวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเคยกล่าวไว้เมื่อปี 2549 ว่า มีหลักฐานว่านายสมชาย นีละไพจิตรเสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษก็เช่นกัน ได้แจ้งต่อครอบครัวของนายสมชายว่าเขาได้ถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิตหลังถูกลักพาตัว มีการนำศพไปเผาและนำขี้เถ้าไปโปรย นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งให้ยกฟ้องคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง5นายสำหรับความผิดอื่น ๆ ที่มีความรุนแรงน้อยกว่า รวมทั้งการบังคับขืนใจและการลักทรัพย์ โดยให้ความเห็นว่าพยานหลักฐานที่นำสืบในคดี"ขาดความน่าเชื่อถือ" 

คำพิพากษาในครั้งนี้ยืนตามการปฏิเสธของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558 ที่ไม่อนุญาตให้พยานเข้าให้การเพื่อยืนยันความถูกต้องของหลักฐานที่แสดงการบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง5นาย โดยในรายการใช้โทรศัพท์มือถือยืนยันว่าตำรวจทั้ง5นายได้ติดตามนายสมชายไปตั้งแต่เช้าวันที่เขาหายตัวไป ทั้งนี้มีการขีดฆ่ารายการในบันทึกที่ชี้ให้เห็นว่ามีการใช้โทรศัพท์จำนวนมากระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านั้นในวันที่สามชายหายตัวไป และรายการที่ชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มดังกล่าวได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีและหมายเลขอื่น ๆ ในวันดังกล่าว ก่อนหน้านี้ศาลได้ปฏิเสธที่จะพิจารณาหลักฐานดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าไม่ได้เป็นหลักฐานที่พนักงานสอบสวนได้มาอย่างเป็นทางการ 

การบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นกับนายสมชายนั้นยังเน้นให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับบุคคลที่เป็นกระบอกเสียงให้กับความกังวลของสังคม และเรียกร้องให้แก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในช่วงที่เขาหายตัวไปในปี 2547 นายสมชาย นีละไพจิตรเป็นประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ เขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนลูกความ5คน ซึ่งถูกควบคุมตัวในคดีปล้นปืนจากค่ายทหาร ในการเข้าร้องเรียนแก่ทางการ โดยลูกความของเขาร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จังหวัดนราธิวาสทางภาคใต้ของไทย ได้ทรมานลูกความของเขาเพื่อบังคับให้รับสารภาพ มีทั้งการทุบตีและเตะต่อย การช็อตด้วยไฟฟ้าที่ร่างกาย การพยายามทำให้ขาดอากาศหายใจ และการปัสสาวะใส่ 

ครอบครัวของนายสมชาย นีละไพจิตร และนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ต่อสู้และเผชิญกับการข่มขู่และคุกคาม ไม่เพียงเพื่อความยุติธรรมสำหรับนายสมชาย แต่ยังรวมถึงการรณรงค์เรียกร้องเพื่อเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายอื่น ๆ รวมทั้งนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ“บิลลี่”30 ปี พ่อลูกสี่ ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชนเผ่ากะเหรี่ยงในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และได้ตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายเมื่อวันที่17เมษายน 2557 ซึ่งอยู่ระหว่างการแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ร้องขอให้ทางการอนุญาตตามคำร้องของภรรยาหม้ายของนายพอละจี รักจงเจริญ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ มีรายงานว่าการสอบสวนกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นกับนายพอละจี เกิดความล่าช้า เนื่องจากการเข้ามาแทรกแซงของกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ระดับท้องถิ่น 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดความจริงและความยุติธรรมต่อผู้ตกเป็นเหยื่อของการบังคับบุคคลให้สูญหาย รวมทั้งครอบครัวของคนเหล่านั้นที่ได้รับผลกระทบ และดำเนินการให้เกิดบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อการเข้าแจ้งความเพื่อการดำเนินคดีต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและหาทางเยียวยาโดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อการตอบโต้เพื่อเอาคืน