เคลื่อนไหวเเดนบวก

เคลื่อนไหวเเดนบวก

เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิคส์ ที่ราคาลงมาเยอะแล้วและมีพื้นฐานดี มี story หนุนเป็นรายตัว

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA :  เคลื่อนไหวเเดนบวก

ตลาดไทยวันนี้มีเเนวโน้มเคลื่อนไหวเชิงบวกด้วยปริมาณการซื้อขายเบาบาง โดยปัจจัยบวกมาจากตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเเละราคาบ้านที่ออกมาเเข็งเเกร่งเเละเม็ดเงินLTF RMF ช่วงโค้งสุดท้าย ประกอบกับตลาดได้รับรู้ข่าว4Gเเละการที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยไปมากเเล้วจึงทรงตัวได้ค่อนข้างดี ส่วนราคานำ้มันที่ขยับขึ้นเมื่อวานนี้ยังคงหนุนกลุ่มพลังงานได้เล็กน้อย อย่างไรก็ตามตลาดยังไม่น่าผ่าน1300 ไปได้ในช่วงนี้เพราะความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีนที่ยังคงกดดันตลาดอยู่บ้าง

แนวรับ/แนวต้าน : 1260/1300 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 30% : พอร์ตหุ้น 70%

กลยุทธ์ : เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิคส์ ที่ราคาลงมาเยอะแล้วและมีพื้นฐานดี มี story หนุนเป็นรายตัว หลีกเลี่ยงหุ้นใหญ่ในกลุ่มสื่อสารไปก่อน

นักลงทุนระยะสั้น : SVI(6.20), ORI (15)

SVI(6.20) งบ Q3 ออกมาดีแล้ว ต่อไปงบ Q4 จะเข้าสู่ช่วงพีค ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ส่งออกง่ายขึ้นและไม่ส่งออกไปจีน ทำให้ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวมีค่อนข้างน้อยต่อ SVI ส่วนปีนี้จะเดินเครื่องผลิตได้เต็มที่เหมือนก่อนช่วงไฟไหม้ ประกอบกับ demand จากยุโรปยังแข็งแกร่งอยู่และปีหน้าจะได้ลูกค้าใหม่จากอเมริกามา 6 ราย เป็นรายได้เสริมถึง 1,200 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรมีโอกาสจะโตถึง 32%ในปีหน้า เเถม PE ของSVI ปัจจุบัน 11.6 เท่า ถูกกว่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 12.6 เท่าด้วย

ORI (15) แนะนำเอาไว้เล่นสั้น ลงซื้อ ขึ้นขาย คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐที่จะทำให้มีการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าและดีมานด์คอนโดและมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงช่วยหนุน sentiment ในปี 59 โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายพรีเซลที่ 7 พันล้านบาท โตต่อเนื่องจากปี 58 โดยมีแผนเปิด 8-10 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 1 หมื่นล้าน และ ในไตรมาสที่ 1/59 3 โครงการมูลค่า 3 พันล้านบาท ทำให้รายได้และกำไรเติบโตได้ต่อ โดยรายได้มีโอกาสแตะ 4 พันล้านบาท สูงขึ้นเท่าตัวจาก 2 พันล้านบาทในปี 58 ด้วย

นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)

SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้ Top pick ของเราเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC

CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ

+ ครม.ไฟเขียมออกกฎหมายใหม่ มีผล 1 ม.ค. 2559 บังคับเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบภาษี ต้องขึ้นทะเบียนกับสรรพากรใน 2 เดือน จูงใจเว้นภาษีนิติบุคคลปีแรกและลดเหลือ 10% ปีที่ 2 ตีกรอบภายใน 3 ปี ไม่ยอมขึ้นทะเบียน ให้สถาบันการเงินห้ามปล่อยกู้ ด้าน"วิษณุ"ชี้ปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่

+ นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มดัชนีผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในปี2559 มีโอกาสขยายตัวได้ 2-3% จากปี 2558 ที่คาดการณ์จะติดลบ 0.5% ถึงบวก 0.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแรงขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ท่ามกลางการทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าส่งออก

+ นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ของธนาคารได้ทยอยปรับตัวลดลงจากล่าสุดอยู่ที่ 4% ของยอดสินเชื่อคงค้าง หรือคิดเป็นวงเงินราว 5 หมื่นล้านบาท จากก่อนหน้านี้ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.6% เนื่องจากภาวะภัยแล้ง ราคาผลผลิตตกต่ำ กระทบรายได้เกษตรกร

- นายเชาว์ เก่งชน กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปี 2559 ค่าเงินบาทจะผันผวนมากขึ้น มีโอกาสจะเห็นเงินทุนไหลออกจากไทยเร็วและรุนแรงได้ หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยไปอยู่เหนือระดับ 1.5%



ปัจจัยต่างประเทศ

+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,720.98 จุด พุ่งขึ้น 192.71 จุด หรือ +1.10%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (29 ธ.ค.) โดยตลาดได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ดีดตัวขึ้น ซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานฟื้นตัวขึ้นด้วย ขณะที่หุ้นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มเทคโนโลยีได้รับแรงซื้ออย่างคึกคักเช่นกัน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้รับปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในเดือนธ.ค.

+ ดัชนี FTSE 100 ปิดเพิ่มขึ้น 59.93 จุด หรือ 0.96% ที่ 6,314.57 จุด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (29 ธ.ค.) หลังจากที่หยุดยาวช่วงคริสต์มาส โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มก่อสร้างบ้าน แม้ว่าหุ้นเหมืองที่ร่วงหนักได้สกัดการปรับตัวขาขึ้นของตลาด

- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ.เพิ่มขึ้น 1.06 ดอลลาร์ หรือ 2.9% ปิดที่ 37.87 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (29 ธ.ค.) เพราะได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า สต็อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐจะปรับลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 ขณะที่นักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ซึ่งสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยในช่วงค่ำวันนี้ตามเวลาไทย