แชะภาพเช็คโรคตาของลูกน้อย

แชะภาพเช็คโรคตาของลูกน้อย

ทุกพัฒนาการของลูกน้อยล้วนเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับคุณพ่อคุณแม่ จึงไม่แปลกที่ท่านทั้งหลายจะขอแชะภาพทุกอิริยาบถเก็บเป็นความทรงจำดีๆ

เพราะทุกพัฒนาการของลูกน้อยล้วนเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับคุณพ่อคุณแม่ จึงไม่แปลกที่ท่านทั้งหลายจะขอแชะภาพทุกอิริยาบถเก็บเป็นความทรงจำดีๆ ซึ่งรู้หรือไม่ว่านอกจากภาพถ่ายจะช่วยเก็บช่วงเวลาดีๆ แล้ว ยังสามารถบอกโรคภัยในดวงตาของลูกน้อยได้อีกด้วย

พญ. ศิรินทร์ เหลืองอร่าม จักษุแพทย์ ประจำสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กล่าวว่า “ดวงตาของเด็กเป็นสิ่งบอบบางและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ เนื่องจากพัฒนาการของดวงตาเกิดเต็มที่ หลังคลอด นอกจากนี้การเรียนรู้ของลูกน้อยกว่าร้อยละ 80 ยังผ่านการมองเห็นทางดวงตา ซึ่งหากเกิดปัญหากับดวงตาก็จะส่งผลต่อ พัฒนาการไม่ดีเท่าที่ควรของลูกน้อย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ทุกคนจึงควรดูแล และหมั่นตรวจสอบความผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้โรคหรือความผิดปกติทางดวงตาของเด็กสามารถตรวจเช็คได้ในหลายวิธี

อาทิ การตรวจด้วย Slit Lamp Biomicroscopy แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการ สังเกตอาการเบื้องต้น สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการดูภาพดวงตาของลูกและสังเกตจุดที่แสงตกกระทบที่กระจกตา โดยวิธีนี้สามารถตรวจสอบความผิดปกติได้ทั้งภาวะตาเหล่ ตาเข ตาลอย รวมถึงมะเร็งจอตาใน เด็กได้อีกด้วย โดยโรคเหล่านี้หากตรวจพบและเข้ารักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เด็กก็สามารถหายเป็นปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนคนปกติทั่วไป”

สำหรับภาวะตาเหล่หรือภาวะตาเข (Strabismus) เป็นภาวะที่การวางตัวของตาผิดตำแหน่ง (Ocular Misalignment) เกิดจากการใช้ตาสองข้างไม่พร้อมกัน หรือเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทการควบ คุมกล้ามเนื้อตาแต่ละมัดไม่สมดุลกัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาด้านภาพลักษณ์ที่ส่งผลต่อความมั่นใจในอนาคตของเด็กและยังเป็นสาเหตุของโรคตาขี้เกียจ (Amblyopia) ที่ส่งผลต่อการมองเห็นไม่ชัดเจนอย่างถาวร ซึ่ง ภาวะตาเหล่นี้สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า หรือสามารถใช้วิธีการสังเกตจากรูปถ่ายดวงตาแบบเปิดแฟลชที่ความเข้มแสงไม่มาก โดยสังเกตจากจุดแสงสะท้อนบนกระจกตาของลูกน้อย หากแสงสะท้อนทั้งสอง
ข้างอยู่กึ่งกลางดวงตา และอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน แสดงว่าเด็กปกติ แต่หากไม่เท่ากันแสดงว่าเด็กมีภาวะตาเหล่ หรือตาเขจริง ซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดและไม่ควรช้าเกิน 2 ปีขึ้นไป เพราะจะส่งผลต่อ พัฒนาการด้านการมองเห็นภาพ 3 มิติในอนาคต อย่างไรก็ตามในกรณีของเด็กเล็กอาจเกิดภาวะตาเขเทียม (Pseudoesotropia) หรือภาวะที่สันจมูกกว้างของเด็กเล็กยังแบนราบกับผิวหนังจนเห็นตาขาวน้อย และบริเวณหัวตากว้าง (Epicanthus) จนปิดตาขาว ทำให้ดูเหมือนมีภาวะตาเหล่ตาเข ซึ่งแท้จริงแล้วอาการเหล่านี้สามารถหายได้เองเมื่อเด็กเติบโต ทั้งนี้ภาวะตาเหล่ ตาเขมีหลายลักษณะ แบ่งออกเป็นตาเหล่เข้า ใน (Esotropia) ตาเหล่ออกนอก (Exotropia) ตาเหล่ขึ้นบน (Hypertropia) และตาเหล่ลงล่าง (Hypotropia)

“นอกจากภาวะตาเหล่ตาเขแล้ว การถ่ายภาพยังสามารถบอกถึงภาวะผิดปกติอื่นๆ ของตาลูกน้อยได้อีกด้วย เช่นหากภาพถ่ายดวงตาเป็นสีขาวหรือมีความวาวสะท้อนแสงแฟลช อาจแสดงถึงการมะเร็งจอตา ซึ่งมี สาเหตุมาจากเซลล์จอตาเจริญผิดปกติกลายเป็นมะเร็ง หรืออาจจะเป็นอาการของโรคต้อกระจก หรือจอประสาทตาลอก ซึ่งคุณพ่อแม่คุณแม่ทุกท่านควรหมั่นตรวจสอบดวงตาของลูกน้อย หากพบอาการก็ต้องรีบ พบจักษุแพทย์โดยเร็วที่สุด” พญ. ศิรินทร์ กล่าว