MAJOR - ซื้อ

MAJOR - ซื้อ

แนวโน้มสดใส

เราชอบ MAJOR ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว กำไรของ MAJOR ทำจุดต่ำสุดของปีนี้ไปแล้วในไตรมาส 3/58 และเราคาดว่ากำไรจะเติบโต 10-20% ในไตรมาส 4/58 สำหรับแนวโน้มระยะยาว เราชอบ MAJOR เพราะกำไรมีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยได้รับปัจจัยกระตุ้นจากการขยายโรงภาพยนตร์เชิงรุกทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ การขยายโรงภาพยนตร์ในกลุ่มประเทศ CLMV จะช่วยสนับสนุนให้รายได้และกำไรของ MAJOR เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต เราคาดว่ากำไรของ MAJOR จะปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงระดับ ~1.7 พันล้านบาทในปี 2563 ซึ่งหมายความว่าหุ้น MAJOR จะซื้อขายที่ PER เพียง 12.8 เท่าในปี 2563 เทียบกับ 25 เท่าในปี 2558 แนะนำ “ซื้อ” 

ขยายโรงภาพยนตร์เชิงรุก MAJOR ตั้งเป้าขยายโรงภาพยนตร์เพิ่มเท่าตัวในระยะ 5 ปีข้างหน้าจาก 517 โรงตอนต้นปี 2558 สู่ 1,000 โรงในปี 2563 หรือคิดเป็นการเปิดโรงภาพยนตร์ใหม่ 100 โรงต่อปีในระยะ 5 ปีข้างหน้า (จาก 50-60 โรงต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา) บริษัทตั้งงบลงทุนสำหรับระยะเวลา 5 ปีไว้ที่ 5 พันล้านบาท ทั้งนี้ในจำนวนโรงภาพยนตร์ที่วางแผนเปิดใหม่ทั้งหมด 30% จะอยู่ในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งจะทำให้จำนวนโรงภาพยนตร์ทั้งหมดในกลุ่มประเทศ CLMV เพิ่มขึ้นเป็น 100 โรง หรือคิดเป็น 10% ของจำนวนโรงภาพยนตร์ทั้งหมดของบริษัทในปี 2563 ปัจจุบัน MAJOR มีโรงภาพยนตร์ 12 โรงในกลุ่มประเทศ CLMV โดยแบ่งเป็น 7 โรงในกัมพูชา และ 5 โรงในลาว บริษัทวางแผนเปิดโรงภาพยนตร์เพิ่มอีกจำนวนมากในสองประเทศนี้ ส่วนในเมียนมาร์ MAJOR จะร่วมมือกับ Aeon Mall (พันธมิตรในกัมพูชา) อีกครั้ง โดยปัจจุบันกำลังเจรจาซื้อที่ดิน ขณะที่บริษัทยังไม่มีแผนที่ชัดเจนสำหรับเวียดนาม

CLMV จะเป็นตลาดใหม่ที่ช่วยสนับสนุนให้กำไรเติบโต เราชอบกลยุทธ์ของ MAJOR ในการขยายธุรกิจโรงภาพยนตร์ไปยังกลุ่มประเทศ CLMV เนื่องจากไม่เพียงแต่จะช่วยกระจายแหล่งรายได้ออกจากประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังจะเป็นตลาดใหม่ที่ช่วยสนับสนุนให้กำไรของบริษัทเติบโตด้วย

1) เรามองว่า CLMV เป็นตลาดที่คล้ายกับประเทศไทยอย่างมากเมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2548 ซึ่งเป็นช่วงที่โรงภาพยนตร์ยังมีน้อยและดูล้าสมัย รายได้ต่อหัวประชากรที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไปและกระตุ้นให้คนออกมาชมภาพยนตร์นอกบ้านเพิ่มมากขึ้น ราคาตั๋วชมภาพยนตร์ในตอนนี้อยู่ที่ 5 ดอลลาร์สหรัฐ/ใบ ต่ำกว่าประเทศไทยอยู่ ~10% ดังนั้นจึงสามารถขึ้นราคาได้เมื่อมีคนดูเพิ่มมากขึ้น

2) อัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นเป็น upside อีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากภาพยนตร์ไทยให้อัตรากำไรดีกว่าภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด เพราะผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยเรียกส่วนแบ่งรายได้จากการฉายภาพยนตร์ (film hire) น้อยกว่าผู้ผลิตภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด (40% สำหรับภาพยนตร์ไทย เทียบกับ ~49% สำหรับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด) ดังนั้นการฉายภาพยนตร์ไทยในกลุ่มประเทศ CLMV จะช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับขึ้นได้อีก

3) ตัวอย่างที่ดี คือ กิจการร่วมทุนในกัมพูชา ซึ่งสามารถคืนทุนได้ภายใน 1.5 ปีของการดำเนินงาน หรือใช้เวลาเพียงครึ่งหนึ่งจากเป้าที่วางไว้ที่ 3 ปี กิจการร่วมทุนนี้ครองตลาดกัมพูชาด้วยส่วนแบ่งตลาด 70% ในแง่ของรายได้ และรายได้เติบโต 40% YoY เราคาดว่ารายได้จากกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตสูงกว่าประเทศไทย และคาดว่ารายได้จากกลุ่มประเทศ CLMV จะคิดเป็นสัดส่วน 20% ของรายได้ทั้งหมดของ MAJOR ภายในปี 2563 (เพิ่มขึ้นจาก 3% ในปัจจุบัน)

แนวโน้มผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง เรายังคงมุมมองว่ากำไรของ MAJOR ทำจุดต่ำสุดของปีนี้ไปแล้วในไตรมาส 3/58 และจะเห็นกำไรฟื้นตัวดีขึ้นในไตรมาส 4/58 ข้อมูลที่ได้จากผู้บริหารเมื่อไม่นานนี้ยืนยันถึงการฟื้นตัว เนื่องจากรายได้เติบโต 40% YoY ในเดือน ต.ค. และ 20% YoY ในเดือน พ.ย. เราคาดการณ์กำไรที่ 270-300 ล้านบาทในไตรมาส 4/58 เพิ่มขึ้น 10-20% QoQ สำหรับระยะยาว กำไรจะปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 14% ต่อปีในปี 2558-2563 สู่ฐานใหม่ที่ 2 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2558 ปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้กำไรเติบโต คือ รายได้ที่สูงขึ้นจากการขยายโรงภาพยนตร์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นจากการมีต้นทุนคงที่สูง
การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น และ valuation ราคาหุ้น MAJOR แกว่งตัวอยู่ที่ระดับ ~31 บาทมาพักหนึ่งแล้ว เพราะไม่มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เรามองว่า MAJOR เป็นหุ้นที่น่าซื้อลงทุนในระยะยาว ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน MAJOR ซื้อขายที่ PE ปี 2563 ระดับ 12.8 เท่า ต่ำกว่า PER ปี 2558 อยู่ 50%