จำคุกตลอดชีวิตแนวร่วมเบอร์ซาตู หนุนก่อเหตุแบ่งดินแดนปี47

จำคุกตลอดชีวิตแนวร่วมเบอร์ซาตู หนุนก่อเหตุแบ่งดินแดนปี47

ศาลฎีกา พิพากษากลับ จำคุกตลอดชีวิต"แนวร่วมเบอร์ซาตู" สนับสนุนก่อเหตุแบ่งดินแดนรัฐปัตตานี–ยิงตำรวจปี 47

ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีกลุ่มกบฏเบอร์ซาตู หมายเลขดำ ด.1021/2548 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายมุสตอปา เจ๊ะยะ , นายอิลยาส หรืออิสยาส มันหวัง , นายอุสมาน ปะชี , นายยูไล โสะปนแอ และนายมะอาซี บุญพล ซึ่งถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกขบวนการเบอร์ซาตู ในกลุ่ม BRN Coordinate เป็นจำเลยที่ 1 – 5 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันก่อการร้าย 

ตามฟ้องโจทก์วันที่ 1 เม.ย.48 สรุปว่า ระหว่างเดือน พ.ย. – 29 ธ.ค.47 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆในเขตพื้นที่ จ.ปัตตานีเพื่อแบ่งแยกดินแดน โดยใช้อาวุธปืนฆ่าเจ้าพนักงานพนักงานตำรวจเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน โดยมุ่งหมายเพื่อบังคับขู่เข็ญรัฐบาลไทยให้ยินยอมแบ่งแยกดินแดนใน จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของ จ.สงขลา ออกจากราชอาณาจักร เพื่อสถาปนาเป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง เรียกว่ารัฐปัตตานีหรือรัฐปัตตานีดารุสสาลาม โดยเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.47 จำเลยทั้งห้าร่วมกันวางแผนและใช้อาวุธปืนยิง ด.ต.โมหามัด เบญญากาจ ถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เหตุเกิดที่ ต.บานา สะบารัง ตะลุโบ๊ะ อ.เมืองปัตตานี ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดโทรศัพท์มือถือและ ซิมการ์ดที่จำเลยทั้งห้าใช้ติดต่อสื่อสารไว้เป็นของกลางได้ ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 – 4 ให้การรับสารภาพ แต่ในชั้นศาลจำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ 

คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 ก.ย.55 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ ยังไม่อาจยืนยันได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำผิด อีกทั้งเจ้าพนักงานไม่สามารถตรวจยึดอาวุธปืน หรือมีประจักษ์พยานเห็นคนร้ายลงมือยิงผู้ตาย พยานหลักฐานเท่าที่นำสืบในคดีที่มีโทษสูงเช่นนี้ โจทก์ต้องมีพยานที่มั่นคงที่รับฟังได้โดยชัดเจนว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด นอกจากนี้จากคำเบิกความของเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายการข่าวและปลัดอำเภอเมืองปัตตานี ไม่ปรากฏชื่อจำเลยทั้งห้าเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้ายสร้างความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือมีชื่ออยู่ในสารบบผู้ก่อการร้าย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันก่อการร้ายแต่อย่างใด แต่ศาลให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์ 

ต่อมาศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาวันที่ 11 เม.ย.57 ยืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น เนื่องจากเห็นว่า โจทก์ยังไม่มีพยานหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายขบวนการเบอร์ซาตูในกลุ่มบีอาร์เอ็น แม้พยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเบิกความว่า เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของจำเลยมาโดยตลอด และพบว่าจำเลยทั้งห้ามีการใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสารพูดคุยกัน แต่ก็ยังไม่มีมูลว่าจำเลยทั้งห้าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย เพียงแค่การใช้โทรศัพท์พูดคุยกันยังรับฟังไม่เพียงพอว่าจำเลยได้ร่วมกันก่อการร้ายและกระทำผิดก่ออาชญากรรมอื่นๆ ภายหลังอัยการโจทก์ ได้ยื่นฎีกา

โดยจำเลยทั้งสี่ ที่ได้รับการปล่อยตัวเมื่อศาลอุทธรณ์ยกฟ้องแล้ว ในวันนี้ก็ได้เดินทางมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษาฎีกา พร้อมกลุ่มญาติ 

ขณะที่ศาลฎีกาประชุมตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย เบิกความรับฟังข้อเท็จจริงว่า ได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดโทรศัพท์ที่ยึดได้จากเหตุการณ์ระเบิดจักรยานยนต์ ใน จ.ปัตตานี และเหตุการณ์คนร้ายยิงเจ้าหน้าที่เสียชีวิตเมื่อปี 2547 จึงทราบว่าพวกจำเลยใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกัน จนเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามพฤติกรรมพวกจำเลยนานเดือนเศษ 

ประกอบกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และ 4 ในบันทึกข้อเท็จจริงว่า มีหน้าที่คอยเฝ้าดู ผู้ตายซึ่งทำงานอยู่ศาลากลาง จ.ปัตตานี เพื่อรายงานให้ผู้กระทำความผิดรายอื่นๆทราบ โดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้ชักชวนให้มาร่วมกระทำผิด และหลังยิงผู้ตายเสียชีวิต จำเลยที่ 5 ยังได้โทรศัพท์มาแจ้งว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ซึ่งคำรับสารภาพของจำเลยเป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่ได้ถูกบังคับ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวมีญาติและทนายความมาสังเกตการณ์อยู่ด้วย พยานหลักฐานทั้งหมดจึงรับฟังได้ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ 

ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องพวกจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นจึงพิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1, 4 - 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ฆ่าผู้อื่น และสนับสนุนการก่อการร้าย ให้จำคุกจำเลยทั้งสามไว้ตลอดชีวิต 

แต่คำให้การของจำเลยที่ 1 และ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกจำเลยนายมุสตอปา เจ๊ะยะ ที่ 1 และนายยูไล โสะปนแอ จำเลยที่ 4 ไว้คนละ 33 ปี 4 เดือน

ส่วนนายมะอาซี บุญพล จำเลยที่ 5 คงจำคุกไว้ตลอดชีวิต 

สำหรับนายอิลยาส หรืออิสยาส มันหวัง และนายอุสมาน ปะชี จำเลยที่ 2 - 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย ให้จำคุกคนละ 20 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 และ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 2 - 3 ไว้คนละ 13 ปี 4 เดือน และริบของกลาง 

ภายหลังนายกิจจา ฮาลีอิสเฮาะ ทนายความจากชมรมนักกฎหมายมุสลิม เปิดเผยว่า ถือว่าคดีถึงที่สุดแล้ว จากนี้จะกลับไปประชุมกับทีมทนายความว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างเรื่องการขออภัยโทษ 

ขณะที่นายกิจจา ทนายความจากชมรมนักกฎหมายมุสลิม ซึ่งเคยร่วมงานกับนายสมาชย นีละไพจิตร ยังตั้งข้อสังเกตว่าในคดีอุ้มนายสมชาย อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมที่วันนี้ฟังคำพิพากษาฎีกาซึ่งศาลยกฟ้องด้วยว่า เรื่องหลักฐานเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันในคดีของนายสมชาย ไม่ค่อยมีน้ำหนักให้รับฟังในชั้นศาลซึ่งต่างไปจากคดีนี้ แต่อย่างไรก็ดีตนก็เคารพคำพิพากษาของศาล