'วายแอลจี' มองราคาทองแกว่ง 1,000– 1,200 ดอลลาร์

'วายแอลจี' มองราคาทองแกว่ง 1,000– 1,200 ดอลลาร์

"วายแอลจี" มอง ราคาทองคำปีหน้า แกว่งกรอบ 1,000– 1,200 ดอลลาร์/ออนซ์ แนะลงทุนระยะกลาง - ยาว เริ่มสะสมที่ราคา 1,046 ดอลลาร์/ออนซ์

นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า สรุปภาพรวมการเคลื่อนไหวของราคาทองตลาดโลกในปี 2558 (ณ 25 ธ.ค.58) ปรับตัวลง 108.05 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือปรับตัวลง 9.13% จากราคาเปิดในช่วงต้นปี2558 ที่ 1,183.55 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเหวี่ยงตัวในระดับ 260.35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 22% จากราคาเปิด สาเหตุหลักมาจากความกังวลในประเด็นการคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่การประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2558 เฟดได้ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% อยู่ในช่วง 0.25-0.50% ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์กันไว้ โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2006

ขณะที่ราคาทองคำในประเทศนั้นปรับตัวลงน้อยกว่าราคาทองคำในตลาดโลกค่อนข้างมาก โดยอ่อนตัวลงเพียง 150 บาทต่อบาททองคำ หรือประมาณ 0.81% เนื่องจากค่าเงินบาทในปีนี้อ่อนค่าไปแล้วถึง 3.15บาทต่อดอลลาร์หรือ 9.57% เพราะการแข็งค่าของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ จากกระแสการเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงสถานการณ์ภายในประเทศเองไม่ว่าจะเป็นระเบิดที่แยกราชประสงค์ รวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจไทยซึ่งการส่งออกยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล

สำหรับภาพรวมราคาทองคำในตลาดโลกปี 2559 หากราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่า 1,046ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีโอกาสที่ราคาจะอ่อนตัวลงไปสู่บริเวณ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยวายแอลจีประเมินกรอบความเคลื่อนไหวราคาทองคำมีแนวรับที่ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 17,500 บาทต่อบาททองคำ และแนวต้านอยู่ที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 21,000 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนนั้น แนะนำให้นักลงทุนระยะกลางถึงยาวอาจเริ่มเข้าสะสมทองได้ตั้งแต่บริเวณ1,046 จนถึง 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนนักลงทุนระยะสั้นเก็งกำไรในกรอบแนวรับ-แนวต้าน โดยพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯรายวันประกอบการตัดสินใจลงทุน

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามซึ่งจะส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในปี 2559 คือนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งส่งสัญญาณว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้เฟดยังได้เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.4% ในปี 2016, 2.2% ในปี 2017 และ 2.0% ในปี 2018 ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะปรับตัวขึ้นจาก 0.4% ในปี 2015 สู่ระดับ 1.6% ในปี 2016 และสู่ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟด ในปี 2018 และเฟดระบุว่าอัตราว่างงานจะมีเสถียรภาพที่ระดับ 4.7% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยการคาดการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็นจำนวน 4 ครั้งในปีหน้า, 4 ครั้งในปี 2017 และ 3-4 ครั้งในปี 2018