'พล.ต.อ.จรัมพร'ไขข้อสงสัยคดีเกาะเต่า

'พล.ต.อ.จรัมพร'ไขข้อสงสัยคดีเกาะเต่า

"พล.ต.อ.จรัมพร"ไขข้อข้องใจ คดีนักท่องเที่ยวชายหญิงชาวอังกฤษ 2 คน ถูกคนร้ายฆ่าอย่างโหดเหี้ยมบนชายหาดเกาะเต่า

คดีนักท่องเที่ยวชายหญิงชาวอังกฤษ 2 คน ถูกคนร้ายฆ่าอย่างโหดเหี้ยมบนชายหาดเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปีที่แล้ว ผ่านไป 14 เดือน ในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประหารชีวิต นายซอ ลิน และนายเว พิว แรงงานชาวพม่าทั้ง 2 คน แต่เรื่องราวข้อสงสัยการจับกุมของตำรวจในทำนองว่าผู้ต้องหา 2 คนนี้ คือ “ฆาตกรตัวจริง” หรือเป็น “แพะ” รับบาป เป็นชนวนเหตุทำให้เกิดการประท้วงของชาวเมียนมาร์ขึ้น

เพื่อไขข้อข้องใจทาง พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทีมข่าวอาชญากรรมเพื่อไขข้อสงสัยในหลาย ๆ ประเด็น ซี่งเรื่องแรกเป็น “เรื่องของการตรวจสภาพศพและการผ่าชันสูตรศพ” ของนางสาวฮันนาห์ วิคตอเรีย และนายเดวิด วิลเลียม ชาวอังกฤษ

ซึ่งในรายงานการสอบสวนสภาพศพทั้งคู่ถูกตีด้วยจอบเข้าที่ใบหน้าและศรีษะจำนวนหลายแผล เพราะรอยการเย็บที่กระโหลกศรีษะเท่ากับรอยของสันจอบ รวมถึงการตรวจดีเอ็นเอเลือดที่ติดอยู่ที่จอบตรงกับดีเอ็นเอของผู้ตาย จึงยืนยันได้ว่าผู้ตายทั้ง 2 คนถูกจอบตีจนเสียชีวิต

แต่ประเด็นดังกล่าวอาจสวนทางกับความคิดเห็นของแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนัน อดีตผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่เบิกความว่า การที่ไม่พบดีเอ็นเอของผู้ตายบริเวณด้ามจอบของกลางนั้น เพราะอาจมีดีเอ็นเอของผู้ตายติดอยู่ที่จอบผสมกับดีเอ็นเอของนายเวพิว แต่ข้อมูลที่ส่งตรวจ 90เปอร์เซ็น พบว่าดีเอ็นเอเป็นของนายเวพิว

ประเด็นข้อสงสัย“ เรื่องการตรวจดีเอ็นเอคราบอสุจิที่พบบนร่างและในช่องคลอดของนางสาวฮันนาห์ ” บ่งชี้ได้ว่า เธอถูกชาย 2 คนล่วงละเมิดทางเพศ และ 1 ใน 2 นั้นพบว่าเป็นบุคคลเดียวกันที่ทิ้งก้นบุหรี่ไว้ในจุดที่พบจอบ เนื่องจากตรวจดีเอ็นเอจากก้นบุหรี่ทั้ง 3 มวนแล้ว พบว่าหนึ่งในนั้นมีดีเอ็นเอตรงกันกับดีเอ็นเอที่พบในร่างของนางสาวฮันนาห์ อีกทั้งการที่คนร้ายเข้าไปซื้อบุหรี่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งก็มีภาพวงจรปิดจับได้อย่างชัดเจน หลักฐานทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด

ประเด็นข้อสงสัยต่อมา “เรื่องน้ำอสุจิที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าไม่ใช่ของผู้ต้องหา” พล.ต.อ.จรัมพรอธิบายว่าประเด็นดีเอ็นเอที่ไปอยู่ที่ช่องคลอดของผู้ตายไม่ใช่ดีเอ็นเอจากผิวหนัง ไม่ใช่ดีเอ็นเอจากน้ำลาย แต่เป็นดีเอ็นเอที่เราชี้ได้จากอสุจิ เพราะฉะนั้นจะไม่มีการบังคับเอาน้ำอสุจิออกมาจากร่างกายผู้ต้องหาได้เลย ซึ่งศาลได้ชี้ประเด็นนี้ว่า น้ำอสุจิที่พยานโจทก์ส่งตรวจดีเอ็นเอนั้น เป็นสิ่งที่อยู่ในร่างกายส่วนลึกของจำเลย จึงเป็นการยากที่พยานโจทก์หรือใครๆก็ตามจะกลั่นแกล้งจำเลยด้วยการบังคับจำเลยให้นำน้ำอสุจิของจำเลยไปป้ายไว้ในช่องคลอดของผู้ตาย ที่จะทำให้เกิดผลร้ายแก่จำเลยอย่างผิดกฎหมาย

ส่วนกรณี “ข้อสงสัยของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ๆอาจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ทางตำรวจมีการตรวจดีเอ็นเอของผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด แต่ผลตรวจออกมาไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งการตรวจดีเอ็นเอของทางตำรวจเราได้ตรวจทั้งหมด 4 สถาบัน มีทั้งสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช และมหิดล ซึ่งผลออกมายืนยันตรงกันว่าไม่สัมพันธ์กัน

“ผู้มีอิทธิพลคือผู้ใหญ่ว. ลูกผู้ใหญ่ว. คือเวลาเราตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งดีเอ็นเอสามารถชี้ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกได้ เมื่อเราตรวจดีเอ็นเอของนายเอ นายบี และนายซี ที่อยู่ในช่องคลอดแล้ว และถ้าเราไปตรวจดีเอ็นเอของพ่อ คือไม่สัมพันธ์กัน ไม่มีดีเอ็นเอที่มีความสัมพันธ์กันเลย ในเวลานั้นเราจึงยังไม่ได้ตรวจในขณะนั้น ผมบอกถ้ายืนยันความบริสุทธิ์ผมจะรออัยการมีความเห็นทางคดี แล้วพออัยการสั่งแล้วเราถึงมีการตรวจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอ็นเอเราตรวจก็ไม่สัมพันธ์กับในช่องคลอดของผู้ตาย เขาไม่เกี่ยวเลย แล้วเราไปกล่าวหาเขา อาของเขาที่ดูแลAC Bar เราก็ตรวจไม่สัมพันธ์กับในศพ ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา” พล.ต.อ.จรัมพรกล่าวย้ำ

ส่วนประเด็นข้อสงสัย “เรื่องโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย” ที่นายเวพิวบอกเจอโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และได้ทำการเก็บเอาไว้ ต่อมาทั้ง 2 จึงทราบข่าวการฆาตกรรมที่เกาะเต่า และนายเวพิวได้บอกว่าเก็บโทรศัพท์ได้ที่บริเวณจุดเกิดเหตุ พล.ต.อ.จรัมพร บอกว่า โทรศัพท์มือถือของนายเดวิด ถูกคนร้ายขโมยไป ซึ่งมาจากคำรับสารภาพของจำเลยในตอนแรก นำไปสู่การตรวจยึดโทรศัพท์ ซึ่งนำไปฝากไว้กับเพื่อนของจำเลยเป็นคนไปทุบทิ้ง และเพื่อนจำเลยก็ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนเอามาฝาก คือคำรับสารภาพของผู้ต้องหาจึงนำไปสู่เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นที่ผู้ต้องหาบอกครั้งแรกไม่รับสารภาพไม่ใช่ เพราะผู้ต้องหารับสารภาพตั้งแต่แรกจึงนำไปสู่การติดตามโทรศัพท์จากเพื่อน ซึ่งเพื่อนยืนยันว่าเอาไปทุบทิ้ง และไปค้นเจอในพงหญ้า ซึ่งเป็นโทรศัพท์ที่นายเดวิดซื้อที่ประเทศอังกฤษ

“โทรศัพท์ที่นายเว พิว ขโมยไปจากนายเดวิด เขาก็เอาไปให้เพื่อนทุบทิ้ง 2 คน โยนทิ้งในป่า เราตรวจสอบแล้วเป็นซิมโทรศัพท์ของนายเดวิด ไม่นั้นจะไปอยู่กับผู้ต้องหาได้อย่างไร เพราะเขาเอาไปทิ้ง และไปค้นเจอที่ป่า ซึ่งเป็นที่พักของเพื่อนเขาทั้ง 2 คน และเพื่อนเขาทั้ง 2 คน ก็เป็นพยานในคดีด้วย ผมยังไปดูที่เกิดเหตุเลย” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย

สำหรับข้อสงสัย “เรื่องที่ตำรวจทำร้ายร่างกาย” และเอาผ้าปิดตา ถอดเสื้อออก ให้อยู่ในห้องที่มีความหนาวเย็น เอาถุงมาคลุมศรีษะโดนทรมานอยู่ 1 ชั่วโมง และบังคับให้ลงนามในหนังสือยินยอมให้ตรวจดีเอ็นเอ โดยไม่ยินยอม รวมถึงขมขู่ให้รับสารภาพให้การไปตามที่ล่ามบังคับตามที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างนั้น พล.ต.อ.จรัมพร กล่าวย้ำว่า ผลการตรวจร่างกายไม่ปรากฎร่องรอยตั้งแต่เบื้องต้น ซึ่งศาลก็ได้ชี้ให้เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างเลื่อนลอย เป็นการง่ายต่อการกล่าวอ้างแต่ยากที่จะรับฟังเชื่อถือได้ นอกจากนี้ผู้ต้องหายังมีบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นทนายตามสิทธิที่พึงมีตามกฎหมายกำหนดไว้ จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบแล้ว

ข้อประเด็นสุดท้าย “เรื่องไม่รู้ว่ามีใครเดินผ่าน” เรื่องนี้ผู้ต้องหาสู้ว่าทั้ง 3 คน ดื่มเบียร์และผลัดกันดูดบุหรี่ โดยที่เพื่อนอีกคนขี่รถจักรยานยนต์ไปหาเพื่อนสาว ก่อนที่ทั้งสองคนเดินมาตามชายหาด นายซอ ลิน ปวดหัวจึงชวนนายเว พิว เล่นน้ำทะเล ระหว่างนั้นไม่รู้ว่ามีใครเดินผ่าน ซึ่งประเด็นนี้ผู้ต้องหาอ้างว่าสภาวะการมองเห็นในความมืดนั้น พล.ต.อ.จรัมพร ยืนยันได้ลงพื้นที่เกิดเหตุในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ในช่วงแรกสายตาอาจปรับกับสภาพความมืดไม่ได้ แต่เมื่ออยู่ไปสักพักสายตาจะปรับได้เอง และการที่ผู้ต้องหานั่งดื่มเบียร์ ร้องเพลง สายตาก็จะปรับเข้าได้กับความมืดอยู่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลในเรื่องเส้นทางที่ผู้ตายเดินผ่าน ต้องผ่านบริเวณที่จำเลยทั้งสองนั่งอยู่ และทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองมองเห็นผู้ตายเดินผ่านได้ไม่ยาก และการที่จำเลยอ้างฐานที่อยู่นั้นก็เป็นเพียงการที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างลอยๆกันเอง โดยที่ไม่ปรากฎบุคคลใดมาสนับสนุนยืนยันการดื่มเบียร์และลงเล่นน้ำยามวิกาลขณะที่ฝนตก เป็นเรื่องที่ปกติวิสัยไม่ทำกัน ส่อให้เห็นพิรุธว่าจำเลยทั้งสองต้องการทำลายหลักฐานที่ติดอยู่ตามเนื้อตัวของจำเลย