ปรองดองในรัฐธรรมนูญ

 ปรองดองในรัฐธรรมนูญ

เรื่องหนึ่งที่ถูกจับตาในการเขียนรัฐธรรมนูญคือ จะเขียนอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด

โดยระหว่างที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญกำลังเดินหน้าบัญญัติในส่วนอื่นๆ พวกเขาก็ได้ให้ คณะอนุกรรมการศึกษาประเด็นปัญหาการสร้างความปรองดองของกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ที่มีนายภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ เป็นประธาน ได้ทำงานควบคู่ไปเรื่อบๆ  

โดยล่าคณะอนุกรรมการ ได้กำหนดแผนการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ  ประกอบด้วย ระยะที่1การสร้างบรรยากาศที่ดีในการนำไปสู่การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะการหยุดพฤติกรรมการใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกันผ่านช่องทางการสื่อสารในรูปแบบต่างๆโดยเฉพาะสังคมออนไลน์ รัฐบาลควรมีมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นสาเหตุสำคัญในการสร้างความขัดแย้งในสังคม รัฐบาลควรมีมาตราการขั้นเด็ดขาดเพื่อยุติความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ ผ่านการใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม เช่น การห้ามการชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หยุดพฤติกรรมการปลุกปั่นของแกนนำแต่ละฝ่ายที่ยังสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องให้ประชาชนหลงเชื่อเป็นไปตามวาทกรรมของตน  

ระยะที่2จัดตั้งคณะกรรมการปรองดองเพื่อสร้างความปรองดองหรือสมานฉันท์ผ่านกระบวนการเจรจาของคู่ขัดแย้งให้เกิดผลอย่างจริงจัง โดยจะต้องประสานความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง   

และ ระยะที่ 3 การใช้กระบวนการเยียวยา นิรโทษกรรม หรืออภัยโทษ ผ่านการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน คู่กรณีต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด แล้วจึงจะพิจารณาเรื่องการเยียวยา นิรโทษกรรม อภัยโทษ ตามกระบวนการของกฎหมาย ยกเว้นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและคดีอาญาร้ายแรง  

เอาเข้าจริงข้อเสนอเหล่านี้ก็ไม่ใช่ข้อเสนอใหม่ เช่นเเรื่องการสร้างบรรยากาศความปรองดอง หรือ การคั้งคณะกรรมการปรองดอง และ เยียวยา นิรโทษกรรม ฝ่ายต่างๆ  

แต่ที่น่าสนใจคือ การสร้างบรรยากาศความปรองดองตามข้อเสนอนั้น น่าสงสัยว่าจะสร้างบรรยากาศความปรองดองได้จริงหรือไม่ หรือเอาเข้าจริงจะเป็นการกดทับความขัดแย้งด้วยการใช้คำสั่งที่แข็งกร้าว แต่ที่สุดแล้วความขัดแย้งนั้นไม่ได้หายไปไหนเลย 

การกำหนดให้รัฐบาลมีมาตรการเด็ดขาดเพื่อยุติความขัดแย้ง เช่นการห้ามการชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือหยุดพฤติกรรมที่ปลุกปั่นของแกนนำ  ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วยากที่จะจำกัดความว่าอย่างไรที่เป็นการแสดงความเห็นหรืออย่างไรเป็นการปลุกปั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเจ้าหน้าที่รัฐมีอคติในการตีความ  การชุมนุมหรือการกระทำที่ขัดต่อความรู้สึกหรือแนวทางของรั,ฐอาจจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยตามข้อเสนอนี้  ซึ่งเอาจริงๆก็คือการละเมิดสิทธิพื้นฐานนั่นเอง 

การสร้างบรรยากาศปรองดองน่าจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้แต่ละฝ่ายแสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์ภายใต้ความวงบ และที่สำคัญคือการทำให้กระบวนการยุติธรรมตั้งอยู่บนหลักนิติธรรมและนิติรัฐอย่างเท่าเทียม  เมิื่อนั้นสังคมก็จะเดินหน้าสู่ความปรองดองได้เอง  

ยังมีเวลาที่พวกเขาจะทบทวน และทำเป็นข้อเสนอก่อนที่จะเขียนเป็นบทบัญญัติไว้ในร่างที่จะถูกทำเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ