เส้นทางปรองดองที่หายไป

เส้นทางปรองดองที่หายไป

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ความขัดแย้งยังคงอยู่กับสังคมไทยไม่หายไปไหน คนยังคงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนและชัดแจ้ง

และพร้อมที่จะเข้าเผชิญหน้าหรือห้ำหั่นกันทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นในโลกความจริงหรือโลกเสมือนจริง  

แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนเป็นระเบียบเรียบร้อยคล้ายไม่เกิดอะไรขึ้นนั่นก็เพราะทุกความเคลื่อนไหวที่ดูจะเป็นไปในทางที่ต่างจากวิธีที่ผู้มีอำนาจต้องการถูกกดเอาไว้ภายใต้ประกาศห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  

คนที่แสดงความเห็นต่างหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของรัฐ ก็มักจะถูกเชิญตัวไปปรับทัศนคติเป็นระยะๆ  ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา แกนนำ หรือนักการเมือง ความเคลื่อนไหวใดที่สุ่มเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐจะถูกระงับเพื่อไม่ให้ลุกลามขยายตัว และนัยว่าเป็นการกระชับอำนาจของ คสช. ไปในตัว 

ในอีกมุมหนึ่งแม้จะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่หากไม่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลมักจะได้รับอนุญาติให้ทำได้ โดยที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว หรืออาจจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น  อาทิการแถลงข่าวทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์  หรือกระทั่งการชุมนุมของ “พุทธะอิสระ” ที่หน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ก็สามารถทำได้แม้จะชัดว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่เกิน 5 คน และครบเงื่อนไขตามประกาศ 

แน่นอนว่าพฤติกรรมเช่นว่าย่อมสร้างความอึดอัดขัดข้องให้คนอีกฟาก ขณะเดี่ยวกันสร้างความย่ามใจให้คนอีกกลุ่มเช่นเดียวกัน  

และเมื่อเข้าไปดูในโลกโซเชียล เราจะเห็นความแตกแยก แตกร้าวที่ชัดเจนมาก  ต่างฝ่ายต่างถือหางกลุ่มของตนอย่างสุดขั้ว  ไม่มองถึงเหตุผลของอีกฝ่าย การกระทำหรือเหตุการณ์ใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นจะถูกมองเป็นสองฝั่งในมุมที่แตกต่าง และหาเหตุผลมาอธิบายการสนับสนุนของตัวเองแม้จะไม่เป็นเหตุและผลเลยก็ตาม 

เช่นหากรัฐบาลออกมาตรการหรือกระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะออกมาโจมตีและมองการกระทำนั้นในแง่ลบ   ขณะที่ฝ่ายหนุนรัฐบาลก็จะเอาตัวเข้าขวางเชียร์การกระทำอย่างสุดหัวจิตหัวใจ แม้จะเห็นความผิดพลาดหรือบกพร่องก็พร้อมจะหลับตาไม่ใส่ใจ คล้ายประหนึ่งว่าเมื่อมาด้วยกันแล้วก็ต้องไปให้สุดทาง แม้จะถูลู่ถูกังก็ต้องลากกันไปให้ได้ 

เหตุผลเริ่มไม่ถูกนำมาใช้ และลามมาถึงนอกจอในโลกแห่งความเป็นจริง เช่นในกรณีที่นักศึกษาจะนั่งรถไฟไป “อุทยานราชภักดิ์”  แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทางการเมืองตามที่ โฆษกรัฐบาลระบุแน่นอน  แต่ทุกเรื่องก็ต้องถือเป็นเรื่องทางการเมือง นักศึกษาอาจจะมีนัยยะต้องการชี้ให้เห็นถึงการทุจริต เพื่อตีกระทบไปถึงรัฐบาล แต่การทุจริตที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นเรื่องของทุกคนที่จะช่วยกันตรวจสอบ และรัฐบาลจะไม่ถูกดิสเครดิตเลย หากโครงการนี้ไม่มีการทุจริต หรือรัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 

แต่ที่น่าสนใจคือ มีกลุ่มมวลชนที่พร้อมปกป้องออกมาคัดค้านการกระทำของนักศึกษา จนหวิดจะเป็นเหตุปะทะกัน ดังที่เราเห็นภาพความวุ่นวายที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง 

นี่หรือคือความสงบเรียบร้อยที่รัฐบาลต้องการ ความสงบเรียบร้อยที่ถูกซุกเอาไว้ใต้พรมและรอวันปะทุเมื่อถึงจุดที่เดือดเพียงพอ  

หากยังจำกันได้วันที่ คสช. เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครอง ในวันนั้นมีการตั้งคณะกรรมการปรองดอง มีการจัดิอีเวนท์ทั้งระดับใหญ่กลางเล็ก  มีการนำแกนนำชุมชนมาจับมือ เตะฟุตบอล ร้องเพลง ร่วมกัน ทำคล้ายๆกับปฏิบัติการทางจิตวิทยาของทหาร  แต่กระบวนการต่อจากนั้นก็ไม่เกิดขึ้น 

และถึงวันนี้เราแทบจะลืมนโยบายสร้างความปรองดองของรัฐบาลไปแล้ว   สิ่งที่เราจำได้กันวันนี้คือนโยบายสร้างความสงบเรียบร้อย ด้วยการใช้กฎที่เข้มข้นกับการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นไปในทางเดียวกับรัฐ 

หากรัฐบาลต้องการให้สังคมกลับเข้าสู่ความปรองดองลดความแตกแยกอย่างยั่งยืนก็ควรทบทวนบทบาทที่ทำมาว่ามีอะไรผิดพลาดหรือไม่ หรือยังเดินหน้าเรื่องใดไปไม่ถึงที่สุด  และหลงลืมทิ้งอะไรไว้กลางทางหรือไม่ 

เพราะหากไม่เดินหน้าเรื่องปรองดองอย่างจริงจังแล้ว ก็เตรียมนับถอยหลังสู่จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมในบ้านเมืองได้เลย