'อังคณา' เสียใจเอาผิดคดีอุ้มทนายสมชายไม่ได้

'อังคณา' เสียใจเอาผิดคดีอุ้มทนายสมชายไม่ได้

"อังคณา" ภรรยาทนายสมชาย นีละไพจิตร รับเสียใจ เอาผิดคดีอุ้มสามีไม่ได้ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเเละสตช. รับผิดชอบสร้างความเป็นธรรมคดีหายสาบสูญ

นางอังคณา นีละไพจิตร กล่าวภายหลังร่วมฟังคำพิพากษาฎีกา ยกฟ้องจำเลย 5 รายซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจคดีอุ้มนายสมชาย นีละไพจิตร สามีว่า ก็รู้สึกเสียใจและขอไว้อาลัยแด่กระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น รู้สึกผิดหวังพนักงานสอบสวนได้ส่งเอกสารที่ไม่มีความน่าเชื่อถือให้ศาลพิจารณา รวมถึงไม่มีการคุ้มครองพยาน ทำให้พยานหวาดกลัวไม่สามารถจะชี้ตัวจำเลยในชั้นศาลได้ และการที่ศาลไม่สามารถอนุญาตให้ครอบครัวเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีมันจะส่งผลกระทบต่อคนที่โดนอุ้มหายไปได้ต่อไปในอนาคต เพราะว่าต่อจากนี้ไปคดีที่คนโดนอุ้มหาย ครอบครัวจะไม่มีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีได้ เพราะเนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า คนที่หายตัวไปบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต จึงรู้สึกผิดหวังกรณีนี้เช่นกัน ซึ่งคดีอุ้มฆ่า เป็นคดีที่พิสูจน์ยากว่าอยู่สถานะไหนหากเราไม่เจอศพ

ทั้งนี้ มองว่า ข้อเท็จจริงจะประจักษ์ว่า คนพวกนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง คนธรรมดาจะหายไปไหนได้ตั้ง 12 ปี ถ้าญาติไม่สามารถเป็นโจทก์ได้ ใครจะเป็นโจทก์ได้ ขณะที่เมื่อปี 2555 รัฐบาลได้มีมติเยียวยาครอบครัวนายสมชาย เนื่องจากเชื่อได้ว่านายสมชาย ถูกลักพาตัวและอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่วันนี้ไม่สามารถเอาผิดใครได้ ต้องถามรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พนักงานสอบจะต้องมีความเป็นมืออาชีพอย่างไรที่จะต้องนำพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือขึ้นต่อศาล และเอาผิดได้โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

“ คดีการบังคับสูญหาย ในทางกฎหมายถือเป็นอาชญากรรมต่อเนื่อง จะไม่มีอายุความ อายุความจะเริ่มต่อเมื่อทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหาย ดังนั้นคดีสมชาย ก็ยังคงต้องมีผู้รับผิดชอบอยู่ต่อไป วันนี้คดีกลับมาที่จุดตั้งต้นอีกครั้งหนึ่ง คงต้องฝากกลับไปถามรัฐบาล ถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะผู้รับผิดชอบคดี และผู้ที่ต้นทางกระบวนการยุติธรรม ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลจะดำเนินอย่างไร ที่จะให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว และจะดำเนินการอย่างไรในการบอกสถานที่ และก็ที่อยู่ และสถานะของสมชายให้ได้ และอยากให้ดีเอสไอ เร่งคดีการสูญหายของนายสมชายหายตัวไป ที่ดีเอสไอ ได้ทำตั้งเเต่ปี 48 ด้วย นี่ ก็เป็นเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว”นางอังคณาระบุ

นางอังคณา กล่าวว่า เวลานี้เราไม่มีกฎหมายว่าด้วยการบังคับสูญหาย ทั้งที่มีคนเห็นคนกลุ่มหนึ่งผลักนายสมชายขึ้นรถและไม่ได้กลับมาอีก แต่เราไม่มีกฎหมายดูแลตรงนี้ เพียงถ้าหาศพไม่เจอ แสดงว่าก็ไม่สามารถเอาผิดใครได้ เพราะฉะนั้นประเทศไทยต้องรีบเร่งที่จะให้รีบเร่งลงนามสัตยาบรรณอนุสัญญาคนหายของสหประชาชาติ แล้วก็จะต้องให้มีกฎหมายว่าด้วยการบังคับสูญหายต่อไป เพราะคนอาจถูกกุมตัวไปไว้ในสถานที่ลับและไม่เปิดเผยโดยไม่รู่สถานะและชะตากรรมได้คงเป็นหน้าที่กระทรวงยุติธรรมและรัฐบาล ซึ่งตอนนี้ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมได้ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการขู่บังคับให้สูญหาย พ.ศ... ผ่านการพิจารณากฤษฎีกา ซึ่งเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ตั้งแต่ช่วง เม.ย.58 แล้ว และค้างอยู่ยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ดังนั้นอยากให้รัฐบาลเห็นความสำคัญปัญหาการอุ้มฆ่า และเร่งผลักดันกฎหมายให้มีการคุ้มครอง ที่มีประสิทธิภาพ