Daily Market Outlook (29 ธ.ค.58)

Daily Market Outlook (29 ธ.ค.58)

ส่งออกแย่ น้ำมันร่วงกดดัน

คาดหุ้นไทยปรับตัวลงวันนี้ถูกแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ภายในประเทศตัวเลขส่งออกเดือน พ.ย. ที่ย่ำแย่ต่อนั้นมีน้ำหนักกดดันมากกว่ามุมมองแนวโน้มในทางบวกต่อเศรษฐกิจปีหน้าจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ภายนอกประเทศราคาน้ำมันที่กลับมาร่วงแรงและความกังวลเศรษฐกิจจีนชะลอส่งผลลบกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งบ้านเราด้วย


หุ้นเด่นวันนี้: KTC (Bt98.00; ซื้อ, ราคาเป้าหมายปี 59 ของ AWS 125.00 บาท)

บมจ.บัตรกรุงไทย น่าจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากมาตรการลดหย่อนภาษีจากรัฐบาลที่อนุญาตให้ผู้เสียภาษีสามารถลดหย่อนภาษีได้จากการซื้อสินค้าและบริการได้มากถึง 15,000 บาทในช่วงวันที่ 25-31 ธ.ค. มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะมีผลบวกต่อกลุ่มค้าปลีก เพราะฉะนั้น KTC จะมีข้อได้เปรียบอย่างมากเนื่องจากบริษัทได้ออกกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องกับทางร้านค้าและร้านอาหารสำหรับลูกค้าในกลุ่มต่างๆ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวน่าจะทำให้ยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิตของบริษัทเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ บริษัทยังได้ออกแคมเปญทางการตลาดอื่นๆ เพื่อจะจับความต้องการที่สูงขึ้นในช่วงเทศกาลนี้ เช่น โชคสุด fin pin เองได้กับบัตร KTC ในแง่ของคุณภาพสินทรัพย์ ถึงแม้สภาวะตลาดจะไม่เอื้ออำนวยในช่วงที่ผ่านมา บริษัทยังสามารถรักษาระดับอัตราสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) อยู่ที่ 2.2% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 58 นอกจากนี้ coverage ratio ของบริษัทยังอยู่ในระดับสูงที่ 395% เราคาดการณ์ EPS เติบโต 22.2% ในปี 58 และ 12.2% ในปี 59 Price Pattern ของ KTC ยังอยู่ในแนวโน้มหลักที่ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิด Monthly Buy Signal ในขณะที่ Price Pattern ของ KTC ก็ได้เกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว จึงเหลือเพียงการรอให้ Price Pattern ของ KTC กลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ ก็จะทำให้ Price Pattern ของ KTC เข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างเต็มรูปแบบ โดยหาก Price Pattern ของ KTC สามารถปิดตลาดรายสัปดาห์เหนือ 104 บาท ก็จะทำให้กลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ ทั้งนี้เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ KTC ที่แกว่งตัวในกรอบ 78-107.50 บาท ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา โดยล่าสุด Price Pattern ของ KTC สามารถ Break เป้าหมายสำคัญด้วยการปิดตลาดเหนือ 96 บาทไปได้แล้ว คาดว่าน่าจะเห็นการปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายหลักที่ต่อไปที่ 101 บาท ซึ่งหาก Price Pattern ของ KTC ยังสามารถ Break ด้วยการปิดตลาดเหนือ 101 บาทได้สำเร็จ จะเป็นการบ่งบอกถึงการทำ New High ครั้งใหม่ โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อทดสอบ High เดิมที่ 107.50 บาท และมีเป้าหมายแรกของการทำ New High อยู่ที่ 115.50 บาท โดยมีจุด Stop Loss อยู่ที่ 87.25 บาท (Resistance: 99.25, 100.50, 103.00; Support: 96.75, 95.50, 92.75)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• สศค. คาดเศรษฐกิจไทยปี 59 โต 3.8%อานิสงค์จากโครงการลงทุนพื้นฐานขนาดใหญ่จากภาครัฐ การขยายตัวของการส่งออกและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระหว่างที่มาตรการลดหย่อนภาษี 15,000 บาทคาดจะกระตุ้นการเติบโตของปีนี้เป็น 3% จาก 2.8% ที่คาดก่อนหน้า สศค.คาดมาตรการนี้จะอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจประมาณ 2.25 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% ของ GDP (The Nation)

• ส่งออก พ.ย. ร่วง 7.4% เหลือ 1.716 หมื่น ลบ.ขณะที่การนำเข้าร่วงลง 9.5% เหลือ 1.686 หมื่น ลบ. สำหรับรอบ 11 เดือน การส่งออกร่วง 5.5% สู่ 1.9727 แสน ลบ. ขณะที่การนำเข้าลดลง 11.2% สู่ 1.87 แสน ลบ. โดยดุลการค้าเกินดุล 1.023 หมื่น ลบ. ในช่วง 11 เดือนแรก การส่งออกคาดว่าจะหดตัว 5.5% เหลือ 2.15 แสน ลบ.ปีนี้ แย่กว่าที่คาดกันที่ 3% เนื่องจากการลดลงของราคาน้ำมัน ซึ่งนับเป็นปีที่สามติดต่อกันแล้วที่ร่วงลง สำหรับปี 59 ก.พาณิชย์มองว่าการส่งออกจะกลับมาเติบโตได้ 5% เป็น 2.25 แสน ลบ.สะท้อนการค้าขายของโลกที่ดีขึ้น (The Nation) ความเห็น: การส่งออกไปทุกประเทศร่วงลงหมด เช่น จีน (-6.1%) ญี่ปุ่น (-4.7%) ยุโรป (-6.7%) และสหรัฐ (-6.3%)

• ธกส. คาดสินเชื่อเติบโตได้ 5% ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส) ได้ประมาณการว่าสินเชื่อจะสามารถเติบโตได้ 5% ต่อปีในช่วงห้าปีข้างหน้าเพื่อรักษาความยั่งยืนของสินเชื่อเพื่อการเกษตร ขณะที่ สินเชื่อโดยรวมจะเติบโตได้ 7% ต่อปี ธนาคารยังได้ขยายวงเงินปล่อยกู้เพื่อเกษตรยั่งยืนในปีหน้าเป็น 5 หมื่นล้านบาท (The Nation)

• รมว.กระทรวงคมนาคมของญี่ปุ่นมาเยือนไทย รัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นซึ่งดูแลด้านทิ่ดิน, โครงสร้างพื้นฐาน, คมนาคมและการท่องเที่ยว มีแผนมาเยือนไทยอย่างไม่เป็นทางการในวันอังคารหน้า และมีแผนจะเข้าาพบผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เข้าเยี่ยมชมโครงการรถไฟสายสีแดงกับสายสีม่วงเพื่อตรวจดูความก้าวหน้าด้วย (Bangkok Post)

• THAI (8.40 บ.) ตั้งเป้ากระตุ้นรายได้เติบโต 17% ในปี 2559 โดยส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มอัตราการบรรทุกผู้โดยสารจากที่คาดการณ์ไว้ 73% ในปีนี้เป็น 80% ในปีหน้า แม้ว่าในปีนี้ บริษัทจะปิดสถานีในบริการไปแล้วสี่แห่ง ปลดระวางเครื่องบิน 20 ลำ และยังดำเนินมาตราการลดค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง แต่ยังเชื่อมั่นว่าจำนวนผู้โดยสารจะเติบโตได้ 2% ในปี 2558 THAI คาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 1.9 แสนล้านบาท แต่ยังมีผลขาดทุนอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท (The Nation)

ต่างประเทศ

• ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ภายใต้ความกดดัน จากราคาน้ำมันที่ดิ่งลงอีกครั้งและความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจจีน และช่วงวันหยุดนี้ทำให้ปริมาณการซื้อขายเงียบเหงา ราคาน้ำมันทั้งเบรนท์และน้ำมันดิบสหรัฐร่วงลงกว่า 3% ตรงข้ามกับที่ดีดกลับในสัปดาห์ก่อนและฉุดให้หุ้นกลุ่มพลังงานทั่วโลกร่วงตามไปด้วย ผลกำไรบริษัทในภาคอุตสาหกรรมของจีนที่อ่อนแอเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนและส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนร่วงลงเกือบ 3% มากที่สุดในช่วง 1 เดือน (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐลดลงเทียบกับเงินสกุลอื่นในตะกร้าเงิน ลดลง 0.03% อยู่ที่ 97.951 จุด เนื่องจากมีการเก็งค่าเงินดอลลาร์ในภาวะกระทิงปีนี้จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเพื่อทำกำไรในช่วงสิ้นปี (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันจันทร์ จากราคาน้ำมันที่ลงแรงประกอบกับการร่วงลงของหุ้นแอปเปิล ฉุดให้ดัชนี S&P500 กลับไปสู่แดนลบในปี 2015 ดัชนีหุ้นสหรัฐตามรอยราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนกังวลว่ายอดขายรายปีไอโฟนอาจลดลงเป็นครั้งแรกในปี 2016 (Reuters)

• ยอดค้าปลีกสหรัฐขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 7.9% ในช่วงวันหยุดนี้ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากยอดขายสินค้าออนไลน์ที่แข็งแกร่ง ความต้องการเฟอร์นิเจอร์และเสื้อผ้าสตรี จากข้อมูลของ MasterCard Advisors SpendingPulse ยอดค้าปลีกสหรัฐไม่รวมรถยนต์และน้ำมันได้ขยายตัว 5.5% ในช่วงแบล็ค ฟรายเดย์และคริสต์มาสอีฟในปีก่อน ยอดค้าปลีกออนไลน์โตขึ้น 20% ในช่วงเทศกาลวันหยุดปีนี้ (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นในยุโรปปิดลดลงในวันจันทร์ ในวันแรกของการซื้อขายหลังจากที่หยุดในวันคริสต์มาสด้วยราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงหนักได้กดดันราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นเยอรมันและฝรั่งเศสอยู่ที่ประมาณ 36% ของปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันย้อนหลัง 90 วันเนื่องจากเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ของอังกฤษ (Reuters)

เอเชีย:

• BOJ เชื่อการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2020 ณ กรุงโตเกียวจะช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวโดยเฉลี่ย 0.2-0.3% ต่อปีจนถึงปี 2561 ซึ่งจะช่วยชดเชยกับการปรับภาษีสูงขึ้นในปี 2560 ได้บางส่วน โดย BOJ ประมินมูลค่าการลงทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจนถึงปี 2563 ไว้อยู่ที่ 10 ล้านล้านเยน (8.3 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ) อาทิ โรงแรมแห่งใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ประเมินว่าการลงทุนและการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงปี 2558-63 จะช่วยขยาย GDP ของญี่ปุ่นได้สูงถึง 30 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็น 6% ของขนาดเศรษฐกิจ (Reuters)

• ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะคงการเติบโตของสินเชื่อและค่าเงินหยวนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมPBOC กล่าวว่าพร้อมจะใช้มาตรการหลากหลายรูปแบบเพื่อรักษาสภาพคล่องและอัตราการเติบโตของสินเชื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ขณะที่จะคงเสถียรภาพของค่าเงินหยวนไว้ไปพร้อมๆ กับการปฏิรูประบบอัตราแลกเปลี่ยน (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• น้ำมันร่วงกว่า 3% วันจันทร์ด้วยน้ำมันดิบ Brent ร่วงกลับไปใกล้จุดต่ำสุดรอบ 11 ปีเนื่องจากแรงปิดสถานะชอร์ตได้แผ่วลงและผู้ลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันดิบมีโอกาสร่วงได้อีกมากในปี 59 ราคาน้ำมันดิบNYMEX ลดลง 1.27 ดอลลาร์ ปิดที่ 36.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังร่วงแตะจุดต่ำสุดของวันที่ 36.52 ดอลลาร์ Brent ได้ลดลงไปต่ำกว่าน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ของสหรัฐเป็นวันที่สี่แล้ว แสดงถึงอิทธิพลต่อ WTI หลังการตัดสินใจยกเลิกการห้ามส่งออกน้ำมันดิบจากสหรัฐที่เคยมีมานานถึง 40 ปีในเดือนนี้ WTI ปิดลง 1.29 ดอลลาร์หรือปิดที่ 36.81 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังทำจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 36.66 ดอลลาร์(Reuters)

• ราคาทองร่วงลงวันจันทร์ สอดคล้องกับน้ำมัน หักล้างกับการปรับขึ้นสัปดาห์ที่แล้ว แต่การเคลื่อนไหวยังอยู่ในกรอบแคบเนื่องจากสภาพคล่องยังต่ำเนื่องจากเป็นสัปดาห์ของวันหยุด ทองตลาดจรในตลาดสหรัฐ ลง 0.85% มาอยู่ที่ 1,066.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ราคาทองสหรัฐล่วงหน้าส่งมอบ ก.พ. ปิดลง 7.60 ดอลลาร์หรือ 0.7% มาอยู่ที่ 1,068.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)