'ธเนตร'เผยถูกคุมตัวคดีแชร์ผังราชภักดิ์ ยันไม่แอดมิน

 'ธเนตร'เผยถูกคุมตัวคดีแชร์ผังราชภักดิ์ ยันไม่แอดมิน

"ธเนตร" เผยชีวิตหลังถูกคุมตัวคดีแชร์ผังราชภักดิ์ ยันไม่แอดมินและไม่ใช่แกนนำกลุ่มปชต.ใหม่ ด้าน"ดร.งามศุกร์"รัฐไทยได้ใช้ความรุนแรงมาตลอด

กลุ่มภาคีนักกิจกรรมนักศึกษาเพื่อสังคและกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ได้มีการจัดงานเสวนาเรื่อง"สอ-อิ-ดอ = สิทธิ ว่าด้วยสิทธิของผู้ต้องหา" มีนายธเนตร อนันตวงษ์ นักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางสังคม น.ส.เยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ดร.งามศุกร์ รัตนเสถียร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

โดยนายธเนตร กล่าวว่า ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ทราบข้อหาขณะที่ตนเข้าพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และถูกนำตัวไปค่ายทหารไม่ทราบว่าที่ใด และขณะจับตัวเจ้าหน้าที่ไม่ได้แสดงหมายจับ ถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 7 วัน โดยเจ้าหน้าที่ได้ถามข้อมูลตลอด แต่ยืนยันว่า ไม่มีการถูกซ้อมหรือทรมานใดๆ ทั้งนี้ตนถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้แชร์ แผนผังอุทยานราชภักดิ์ ตนไม่ใช่แอดมินหรือแกนนำกลุ่มประชาธิปไตยใหม่อย่างที่ถูกกล่าวหหา ตนถูกลิดรอนสิทธิมาก ถ้าประเทศนี้เสรีภาพในการแสดงความคิดไม่มี จะให้ประชาชนอยู่ส่วนไหนของประเทศ อยากถามว่าเรื่องสิทธิและเสรีในการแสดงออกของประเทศ มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และก็มีอีกกลุ่มมาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ หรือต้องให้เขียนในรัฐธรรมนูญ ว่ากลุ่มไหนทำได้หรือกลุ่มไหนทำไม่ได้ ทั้งนี้ตนไม่ได้ยุยงปลุกปั่น เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ ถ้าประเทศยังมีสิทธิเป็นภาพแบบนี้ ไหนบอกว่าเป็นประเทศที่มีเสรีในการแสดงความคิด ตนเป็นแค่เด็กส่งน้ำแข็งจะเอาอะไรไปสู้ มีความมั่นคงต่อชาติ ทำให้ประเทศเสียหายได้อย่างไร 

ด้านนางเยาวลักษณ์ กล่าวว่า สิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ถูกควบคุม ถ้าเป็นกระบวนการปกติ จะเรียกว่าผู้ต้องหา แต่ตอนนี้บ้านเมืองไม่ปกติ ถ้าเป็นกระบวนการปกติ จะต้องแจ้งให้ทนายความทราบ ทั้งนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ประชาชนมีสิทธิทางร่างกาย มีเสรีในการเดินทาง กติการะหว่างประเทศเรื่องสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง สมัยก่อนหากถูกจับกุมความผิดอาญาจะถูกตำรวจควบคุมตัว 7 วัน อยู่ภายใต้การควบคุมภายใน 48 ชั่วโมง ไม่ใช่จับกุมหรือคุมขังตามอำเภอใจไม่ได้ หรือต้องแจ้งเหตุของการจับกุม ใครถูกจับนำตัวไปยังศาลหรือเจ้าหน้าที่มีอำนาจ หากถูกจับโดยมิชอบให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวไป ซึ่งมีการเขียนคุ้มครองไว้ในมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 

ทั้งนี้ หากเจ้าหน้าที่จับกุมต้องมีหมายจับเท่านั้นยกเว้นการกระทำผิดซึ่งหน้า จับและส่งสถานีตำรวจทันทีอยู่ภายใต้การดูแลพนักงานสอบสวนใน 48 ชั่วโมง และส่งศาลได้รับการประกันตัว คือสิทธิตัวกฎหมายปกติก่อนรัฐประหารเจ้าหน้าที่ปฎิบัติตามกฎหมายโดยตลอด ถ้าค้นต้องมีหมายค้น ค้นกลางวัน ห้ามค้นตอนกลางคืน และค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่ ภายหลังจาก 22 พ.ค.57 เกิดสถานการณ์ไม่ปกติ มีการใช้คำสั่ง 3/58 ออกโดยอาศัยอำนาจตามม.44 แต่มีเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ ในม.44 ใช้สิทธิใช้อำนาจตามม.44 แต่อำนาจตามม.44 เป็นของหัวหน้าคสช. และฐานความผิดตาม 3/58 มี 4 ฐานที่ความผิดเท่านั้น คือ ความต่อพระมหากษัตริย์ ความผิดต่อความมั่นคง ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน ความผิดเกี่ยวกับฝ่าฝืนคำสั่งคสช. แต่ตอนนี้แม้ไม่ผิดใน 4 ฐานก็ถูกเรียกไปค่าย 7 วัน

นายเยาวลักษณ์ กล่าวต่อว่า ในขณะนี้คนที่ถูกกับกุม เป็นเรื่องโซเชียลมีเดีย ในการเผยแพร่ข้อมูลโซเชียล เป็นคดีความมั่นคงได้อย่างไร ในการแชร์แผนผังราชภักดิ์ แต่กระบวนการยุติธรรมลายพรางตอนนี้ เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ปกติ มาตรา 116 ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ คดีช่วงนี้เป็นพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตนจึงมีข้อแนะนำว่าควรทำอย่างไร หากถูกจับกุม 1. ต้องถามว่ามีหมายหรือไม่ 2. ขอดูบัตรแสดงตัวเจ้าหน้าที่ 3.จับด้วยข้อหาอะไร 4.จะพาไปไหน 5.บอกเจ้าหน้าที่ทำการติดต่อญาติ คนใกล้ชิดโดยเร็ว หากมีเจ้าหน้าที่มาค้นที่บ้าน ต้องมีหมายค้น ค้นต่อหน้า กรณีคอมพิวเตอร์ หากก็อบบี้ ต้องมีหมายศาล แต่หลังรัฐประหารเราไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเจ้าหน้าที่พาไปที่ไหน และมีป.วิอาญาม.90 ให้ศาลตรวจสอบได้หละหลังจากการควบคุมตัว ว่า เป็นการคุมครองที่มิชอบหรือไม่ อย่างไรก็ตามในขณะนี้กฎหมายมีแต่เหมือนไม่มีกฎหมาย เรามีสิทธิปฎิบัติ ที่กฎหมายไม่สามารถคุ้มครองเราได้

ขณะที่ดร.งามศุกร์ กล่าวว่า รัฐไทยได้ใช้ความรุนแรงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากการตนได้ศึกษามางานวิจัยต่างๆ เช่นกรณีมาตรา 17 สมัยจอมพลสฤษ จอมพลถนอม มาตรานี้ให้นายกฯมีอำนาจเด็ดขาด กักขัง สังหาร คนที่ตนเห็นว่าเป็นภัยของประเทศ โดยไม่ต้องผ่านศาลหรือมีหลักฐาน จนถูกยกเลิกสมัย 14 ตุลา 35 และการที่มีมาตรา 17 เพราะรัฐเห็นว่าเป็นธรรม เพราะรัฐมองเห็นว่าเป็นภัย โดยสามารถใช้กำจัดคนที่รัฐเห็นว่า เห็นต่างได้

ทั้งนี้นักกิจกรรมมีการเคลื่อนไหวและมีการอุ้มหาย แต่มีการส่งเสียงทางโซเชียล อย่างน้อยก็ให้บอกสถานที่ อย่าให้เงียบ เพราะถ้าเงียบจะทำให้รัฐมีโอกาสใช้ความรุนแรงได้มากกว่านี้ กลุ่มคนที่เสี่ยงในการอุ้มหาย คือ 1.คนที่ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ 2.นักกิจกรรรม 3.ประจักษ์พยาน 4.แรงงานข้ามชาติ ซึ่งรูปแบบในการอุ้มหาย คือ เจ้าหน้าที่จับตัว พาเข้าตัวรถยนต์ ขึ้นรถไป จับจากที่ทำงานหรือมัสยิด หรือเชิญให้มาพบในที่บางแห่ง ซึ่งมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ได้บันทึกเอาไว้ แต่หากญาติและผู้เสียหายต่อสู้จะทำให้รัฐชะลอใช้ความรุนแรง

" นอกจากนี้เรากังวล ถ้าเรามีความคิดที่แตกต่างไปจากรัฐ เราก็มีสิทธิเป็นผู้อุ้มหายได้ อย่างน้อยเราต้องดูแลกันเอง ในฐานะที่รัฐไม่สามารถดูแลความปลอดภัยเราได้ อย่าคิดว่ารัฐจะทำอะไรไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา ตั้งแต่ 2475 จนถึงปัจจุบัน รัฐสามารถใช้ความรุนแรงกับประชาชนได้ ถ้ามีความคิดเห็นแค่เห็นต่าง ทำไมคนสนับสนุนประชาธิปไตย จึงถูกตราหน้าว่า มีความเห็นที่แตกต่าง พอเราถูกทำให้เป็นคนอื่นในสังคมไทย เราพร้อมที่จะถูกจัดการไปได้ง่ายมาก อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะประชาธิไตยหรือเผด็จการ ก็มีความรุนแรง แต่ต่างกัน ตราบใดรัฐกำหนดนโยบายไม่ชอบธรรม ก็ต้องตรวจสอบ ทั้งพ.ร.บ.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ความมั่นคง และปล่อยคนผิดปล่อยนวล จึงอยากให้รัฐบาลไทย ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศ ให้รับได้ลงนามเรื่องการบังคับสูญหาย "ดร.งามศุกร์ กล่าว