เหลียวหลังแลหน้า'สุขุมพันธุ์ แรงเสียดทาน 7 ปีเก้าอี้ผู้ว่าฯ

เหลียวหลังแลหน้า'สุขุมพันธุ์ แรงเสียดทาน 7 ปีเก้าอี้ผู้ว่าฯ

เหลียวหลังแลหน้า“สุขุมพันธุ์” แรงเสียดทาน 7 ปีเก้าอี้ผู้ว่าฯ ช่วงโจมตี"พงศพัศ"ตอนหาเสียงหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปนานกว่า 6 เดือนเต็ม

การชี้มูลความผิดจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในคดีทุจริตรถและเรือดับเพลิง ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร(กทม.) มูลค่า 6.6 พันล้าน ทำให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม.ในขณะนั้น ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ววันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 เปิดช่องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ถูกเลือกเป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งจากคะแนนคนกรุงเทพฯ 934,602 เสียง 

เป็นจุดเริ่มต้นตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.คนที่ 15 ของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ท่ามกลางบริบททางการเมืองที่ขัดแย้งอย่างรุนแรง เหตุการบ้านเมืองยังอยู่ในวิกฤติการชุมนุมในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี 2550 เมื่อรวมกับเหตุการณ์น้ำใหญ่ในปี 2554 และสารพัดปัญหาในเมืองหลวง ทุกอย่าง“พุ่งเป้า” กดดันสุขุมพันธุ์ ต่อการทำหน้าที่ผู้นำในครั้งนั้น ถึงแม้เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายฝ่ายจะชื่นชมในการนำพาพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯรอดพ้นจากภัยน้ำท่วม แต่จากปมร้อน“กล้องดัมมี่” ที่สังคมออกมาวิจารย์อย่างหนักต่อมาในขณะนั้น กลายเป็นปัญหาที่กระทบ“ความเชื่อมั่น”ในตัวสุขุมพันธุ์พอสมควร 

ในยุคที่สุขุมพันธุ์ เป็นผู้ว่าฯกทม.สมัยแรก เป็นช่วงเดียวที่สังคม “โซเชี่ยลมีเดีย” กำลังเติบโต จากปัญหาในกรุงเทพฯ ทั้งเรื่องความไม่เป็นระเบียบ ความปลอดภัย หรือกระทั่งการตรวจสอบโครงการสำคัญของกทม. ทั้งกล้องวงจรปิด การแก้ปัญหาน้ำท่วม สนามบางกอก อารีน่าที่สร้างไม่เสร็จจากหลายๆปัจจัย จนคณะกรรมการฟุตซอลของฟีฟ่า มีมติยกเลิกการใช้สนามบางกอก อารีนา เนื่องจากการก่อสร้างไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ฟีฟ่ากำหนด ทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่สังคมโลกออนไลน์ได้ “สะท้อน”ปัญหาออกมารวดเร็วจากช่องทางโซเชี่ยลมีเดียทั้งหมด เพื่อคอยกระตุ้นการทำงานของสุขุมพันธุ์ ให้เป็นไปตามที่คนกรุงเทพฯคาดหวัง  

ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา สุขุมพันธุ์กลายเป็นผู้ว่าฯกทม.ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เมื่อพื้นที่ใดเกิดปัญหาคนกรุงเทพฯยังต้องการ “เห็นภาพ” ผู้ว่าฯกทม.ลงพื้นที่ทันที โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม ซึ่งหลายครั้งที่ระบบป้องกันน้ำท่วมของกทม.ยังไม่สามารถดูแลและป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้ทั้งหมด ถึงแม้จะมีบางฝ่ายจะมองการลงพื้นที่เป็นการสร้างภาพหรือหวังประโยชน์ทางการเมือง แต่อย่างน้อยสังคมส่วนใหญ่ยังอยากเห็น “บทบาทผู้ว่าฯกทม.” ลงมากำกับหรือสั่งการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะในยุค“พิจิตต รัตตกุล” เป็นผู้ว่าฯกทม. คนกรุงเทพฯยังติดตาภาพการลงพื้นที่สม่ำเสมอจนถึงทุกวันนี้ 

ภายหลังสุขุมพันธุ์หมดวาระสมัยแรก เมื่อถึงช่วงการเมืองพรรคเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ ต้องลงแข่งเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.อีกครั้ง ในคราวนั้นสุขุมพันธุ์ชิงประกาศตัวจะลงสมัครป้องกันแชมป์ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะประกาศตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ เพื่อแข่งกับพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จากฝั่งเพื่อไทย การต่อสู้ของสองพรรคใหญ่ในสนามเลือกตั้งเมืองหลวง เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้บนความขัดแย้งในสังคมที่ยังร้าวลึกและรุนแรง เวทีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ปี 2556 จึงเป็น“เดิมพัน”สำคัญทางการเมืองของทั้งสองพรรค เมื่อผลเลือกตั้งออกด้วยคะแนนนิยมส่วนตัวของสุขุมพันธุ์ คะแนนจากประชาธิปัตย์ หรือคะแนนจากผู้ที่ไม่ต้องการเพื่อไทย นั่งเก้าอี้บริหารทั้งรัฐบาลและกทม. ที่สุดแล้วสุขุมพันธุ์ได้รับเลือกจากคนกรุงเทพฯให้กลับมาเป็นผู้ว่าฯกทม. ด้วยคะแนนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 1,256,349 เสียง เอาชนะพล.ต.อ.พงศพัศที่ 1,077,899 คะแนน  

ทว่าหลังการเลือกตั้งไม่นาน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีมติรับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีมีผู้สนับสนุนสุขุมพันธุ์ปราศรัยโจมตี พล.ต.อ.พงศพัศ ในระหว่างการหาเสียง สุขุมพันธุ์จึงต้อง“หยุดปฏิบัติหน้าที่”ไปนานกว่า 6 เดือนเต็ม ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายกฟ้องวันที่ 5 กันยายน 2557 ก็เป็นอีกจุดเริ่มต้นในเส้นทางสายหินของสุขุมพันธุ์ ตั้งแต่รับตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.สมัยสอง จากนั้นเพียงไม่กี่เดือนในช่วงมีนาคม 2558 พื้นที่กรุงเทพฯได้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายจุด คนกรุงได้ออกมาสะท้อนการทำงานและส่งสัญญาณตามหา “ผู้ว่าฯ กทม.” ในที่สุดสุขุมพันธุ์ต้องออกมาแถลงชี้แจงเป็นวาทะโด่งดังแห่งปีตอนหนึ่งที่ว่า “เราเป็นเมืองน้ำ เป็นเมืองฝน ไม่มีจุดเสี่ยงเลยไม่ได้ ถ้าไม่มีน้ำท่วมต้องไปอยู่บนดอย..” 

จากวันนั้นถึงวันนี้ คำว่า “บนดอย” ยังเป็นประโยคที่สังคมวิพากษ์อย่างเสียงดัง ถึง“บทบาทผู้นำ” ทำให้พรรคต้นสังกัดอย่างประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ต้องรีบออกมาขอโทษคนกรุงเทพฯ และพยายามต่อสายพูดคุยกับสุขุมพันธุ์ถึงข้อร้องเรียนและปรับความเข้าใจในการทำงาน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเสียงโหวตจากกรุงเทพฯ ร้าวลึกไปถึงอดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ออกมาแถลงข่าวเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานของกทม.หลายเรื่อง หนักที่สุดคงไม่พ้นกระแสข่าวที่คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ มีมติ“ไม่เป็นทางการ” ขับสุขุมพันธุ์ออกจากการเป็นสมาชิกภาพพรรค 

ตลอด 7 ปีเต็มในอำนาจการบริหารงานในศาลาว่าการเสาชิงช้า บทบาทสุขุมพันธุ์ถูกท้าทายตลอดช่วงการเป็นผู้ว่าฯกทม. หลายฝ่ายจึงมองว่าในปี 2559 จะเป็นปีแห่งแรงเสียดทานทางการเมืองในตัวสุขุมพันธุ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนโค้งสุดท้ายหมดวาระในเดือนมีนาคม 2560 แน่นอนว่าเวลาที่เหลืออยู่จะเป็นตัวเร่งนโยบาย 10+6 ตามที่สุขุมพันธุ์เคยสัญญาคนกรุงเทพฯไว้ แต่สถานการณ์ไม่ลงรอยระหว่าง"สุขุมพันธุ์-ประชาธิปัตย์ จะเป็นตัวชี้วัดอนาคตของทั้งพรรคและตัวสุขุมพันธุ์ เพราะ"ศึกใน"ครั้งนี้ ประชาธิปัตย์รู้ดีว่ามีผลต่อการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ ต่อการให้ความสำคัญกับกระบวนการเลือก"ตัวแทน" ในครั้งต่อไป 

ในทางกลับกันหากประชาธิปัตย์เลือก“ทิ้ง” สุขุมพันธุ์ตามกระแสที่ออกมาจริง ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตทางการเมืองต่อชายวัย 63 ปี ท่ามกลางกระแสข่าวการตัดสินใจออกมาตั้งพรรคได้เพิ่มดีกรีทางการเมืองให้ระอุขึ้นอีกครั้ง