ความสุขของ ‘กระเป๋าเดินทาง’

ความสุขของ ‘กระเป๋าเดินทาง’

กระเป๋า – นันทรัตน์ ศรีวัฒนางกูร สาวน้อยนักเขียนนักเดินทางชาวหาดใหญ่วัย 27 ปี มีชีวิตที่หลายคนอิจฉา ด้วยตัวเลขรายได้หกหลักต่อเดือน

สิ้นปีเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเตรียมละทิ้งสิ่งต่างๆ เพื่อต้อนรับสิ่งใหม่ๆ พร้อมกับศักราชใหม่ที่กำลังจะเข้ามาในอีกไม่กี่วัน
สิ่งเหล่านี้คล้ายๆ กับที่ กระเป๋า – นันทรัตน์ ศรีวัฒนางกูร เคยประสบ สาวน้อยนักเขียนนักเดินทางชาวหาดใหญ่วัย 27 ปี เจ้าของนามปากกา ‘กระเป๋าเดินทาง’ คนนี้อาจมีชีวิตที่หลายคนอิจฉา ได้เดินทางไปต่างประเทศทุกปีตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ เพื่อไปเรียนคอร์สสั้นๆ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักเดินทางของเธอ

จากวันนั้นจนวันนี้กระเป๋าได้เดินทางไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก แถมเมื่อเรียนจบจากคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การงานของสาวน้อยคนนี้ก็ยิ่งเพิ่มความน่าอิจฉาเป็นเท่าทวีคูณ ด้วยตัวเลขรายได้หกหลักต่อเดือน
...กระทั่งถึงจุดพลิกผันครั้งใหญ่ บางคนอาจรับมือไม่ได้ แต่เธอคนนี้รับมือได้

ตอนนี้กระเป๋ามีผลงานอะไรบ้าง?
                   ตอนนี้มีหนังสือ ‘The Lucky Layoff – โชคดีที่ตกงาน’ เป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิต ที่เอาวัตถุดิบที่จดๆ เขียนๆ มากว่า 5 ปีมารวมเล่าเป็นเรื่องให้ฟัง เป็นการเรียบเรียงการเดินทางผ่านความขึ้นและลงของชีวิตในหลายปีที่ผ่านมา จากที่เคยได้ทำงานคอนซัลท์ที่ตัวเองฝันกลางกรุงลอนดอนและรับเงินเดือนหลักแสน ก่อนจะถูกเลย์ออฟ กลายเป็นคนว่างงานแบบไม่ทันตั้งตัว จริงๆ แค่อยากมาเล่าสนุกๆ ให้ฟังในความดราม่าของชีวิตที่ช่างพลิกผันเหลือเกิน แต่ก็เป็นความตั้งใจที่จะรวมรวมหลายๆ บทเรียนที่ได้ค้นพบระหว่างทางทั้งจากคนใกล้ตัวและคนแปลกหน้า

                  ว่าจริงๆ แล้ว เวลาเราสูญเสียอะไรบางอย่าง มันมีเหตุผลและโอกาสใหม่รอเราอยู่เสมอ ถึงตอนที่เหตุร้ายๆ เกิดขึ้นเราจะรู้สึกเหมือนมืดแปดด้าน แต่ต้องเชื่อลึกๆ ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพื่ออะไรบางอย่าง และแทนที่จะตั้งคำถามให้ตัวเองว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดขึ้นกับเรา จริงๆ แล้วที่ต้องถามว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราเพื่ออะไร

เคยทำงานมีรายได้หลักแสน ใช้ชีวิตอย่างไร?
               ตอนนั้นเป็นคอนซัลแทนท์ หรือที่ปรึกษาทางธุรกิจกับบริษัทต่างชาติที่หนึ่งค่ะ คิดว่าเป็นอาชีพที่คนยังไม่ค่อยรู้จักเท่าไร คือบริษัทใหญ่ๆ บางทีก็จะมีโจทย์มาปรึกษาบริษัทคอนซัลท์ บางคนบอกว่าเป็นอาชีพหมอรักษาปัญหาทางธุรกิจของคนไข้ที่เป็นบริษัทต่างๆ
                   ตอนก่อนเรียนจบไม่นานมีรุ่นพี่ที่เป็นคอนซัลท์มาเล่าให้ฟัง เลยสนใจและลองเริ่มศึกษาดู และพบว่าเป็นอาชีพในฝันที่เหมาะกับความต้องการตอนนั้นทุกอย่าง ทั้งการได้ทำงานกับคนเก่งๆ ทั้งหลาย เผื่อเราจะได้เก่งขึ้นบ้าง ทั้งได้เดินทางบ้าง ได้ลองทำงานในหลายๆ โปรเจค ถึงแม้จะต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำเพราะโจทย์ที่ได้มาส่วนมากนอกจากจะยากแล้วยังมีเดดไลน์ที่กระชั้นชิดมาก แต่สนุกดีค่ะ
                      ด้วยเงินเดือนที่ค่อนข้างสูงสำหรับเด็กจบใหม่ที่ไม่มีภาระทางครอบครัว ตอนนั้นใช้ชีวิตสนุกมากค่ะ สปอยล์ตัวเองแทบทุกอย่าง (หัวเราะ) เดินทางเยอะ ไม่ค่อยมีเงินเก็บเลย ยิ่งตอนที่ได้ย้ายไปทำงานลอนดอนเดินทางแทบจะทุกสัปดาห์ ปาร์ตี้เยอะด้วย ยังจำได้ว่ามีวันหนึ่งแค่จะเข้าคลับก็จ่ายเงินไปแล้วห้าพันบาท คือตอนนั้นเราคิดว่า ก็เราทำงานมาเหนื่อย ได้เงินมาก็ใช้ ไม่ค่อยระวังเรื่องการออมเท่าไร

จุดเปลี่ยนสำคัญจนต้องออกจากงานที่รายได้ดีมากๆ?
                    ตอนนั้นเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศไม่ค่อยดี โปรเจคจากต่างประเทศก็น้อยลง ประกอบกับสถานการณ์และกลยุทธ์ภายในบริษัท ทำให้นายฝรั่งตัดสินใจปิดบริษัทที่กรุงเทพฯ ถึงตอนนั้นจะถูกส่งไปทำงานที่อังกฤษ แต่เรายังถือเป็นพนักงานฝั่งไทย เมื่อบริษัทของทางฝั่งนี้ปิดเราเลยต้องถูกเชิญออกไปด้วยค่ะ

หลังจากที่เจอความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตอนนั้นคิดอะไรอยู่?
                    ช็อคคือความรู้สึกแรก คือเราไม่เคยคิดหรือเผื่อใจเลยดีกว่าว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นกับเราได้อย่างกะทันหันขนาดนี้ เป็นความรู้สึกเบลอๆ แล้วถึงจะตามมาด้วยความรู้สึกเสียเซลฟ์ ไม่มั่นใจว่าเราผิดอะไรตรงไหน เราไม่ดีอย่างไร ทำไมเขาถึงไม่ต้องการเรา มันคงเหมือนมีแฟนมาบอกเลิกแบบไม่มีเค้ามาก่อนมั้งคะ
                  แต่แปลกที่ถึงสภาพจิตใจจะไม่ค่อยดีเลย ณ ตอนนั้น แต่ความคิดที่มีอยู่เป็นเหตุเป็นผลมาก เรารู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เหตุการณ์ต่อจากนี้เราควบคุมได้ และเราอยากให้มันเป็นเรื่องราวที่ดีที่เกิดขึ้นในชีวิต เราเลยพยายามทุกสิ่งอย่างให้ตัวเองออกมาจากตรงนั้นให้ได้อย่างสวยงามค่ะ

แล้วก้าวข้ามสิ่งที่เจอตอนนั้นได้อย่างไร?
              คงเป็นความตั้งใจที่จะทำให้มันเป็นเรื่องราวที่ดีที่เกิดขึ้นในชีวิต กำลังใจและความช่วยเหลือจากทั้งเพื่อนและครอบครัว ช่วงนั้นถึงจะอยู่ไกล ทั้งเพื่อนและที่บ้านจะไลน์มาคุยกันตลอด เราโชคดีที่ถึงวันที่กราฟชีวิตจะไม่สูงนัก คนที่อยู่รอบข้างก็ไม่หายไปตามสิ่งของภายนอก การงานและเงินทอง ทำให้เรียนรู้อะไรได้เยอะเลย
                  เราออกเดินทางด้วย คุยกับคนแปลกหน้าก็เยอะแยะ เป็นยารักษาที่ดีมาก ที่ทำให้มองปัญหาที่มีอยู่ในมุมมองต่างออกไปเยอะ ร่อนเร่อยู่เกือบสองเดือนจนสภาพจิตใจพร้อมกลับมาลุยต่อที่ประเทศไทยค่ะ
           อันที่จริงวัยเพียงยี่สิบกว่าๆ แล้วได้ไปยืนอยู่ในจุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน (และรายได้) สำหรับกระเป๋า นี่เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายหรือเปล่า?
             ทุกอย่างเป๋าว่าที่ผ่านมามันเหนือความคาดหมายมาตลอดอยู่แล้ว เป๋าเป็นเด็กต่างจังหวัด เกิดและเติบโตที่นั่นเลย ถ้าถามตอนเรียนอยู่ก็คงคิดไม่ถึงหรอกว่าวันหนึ่งจะได้โอกาสทำงานที่ดี มีเกียรติและรายได้สูงขนาดนั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าการประสบความสำเร็จที่ได้มาคือความโชคดี เป๋าแค่ค่อยๆ ตั้งโจทย์ยากๆ ให้ตัวเองทีละอัน แล้วก็ตั้งใจมากๆ ที่จะทำให้ได้ตามที่ตัวเองตั้ง ยิ่งไม่มั่นใจว่าจะทำได้ยิ่งสนุก

              บางทียังงงว่าตัวเองเอาพลังถึกมาจากไหน ด้วยความกลัวจะทำไม่ได้มั้งเลยต้องยิ่งพยายามมากว่าคนอื่นเขา พอทำได้เราก็ให้รางวัลตัวเองบ้าง แล้วก็ตั้งโจทย์ใหม่ ทำอย่างนี้มาอยู่เรื่อยๆ พอตอนนี้ย้อนกลับไปดูก็รู้สึกว่าที่ผ่านมานี่เหนือความคาดหมายมาเยอะเลย และที่ผ่านมาทำให้เป๋าเชื่อว่า จริงๆ แล้วคนเรามันไม่มีลิมิต และถ้าพยายามไปเรื่อยๆ จริงๆ เราอาจจะมีอะไรเซอร์ไพรส์ตัวเองก็ได้ แค่อย่าประเมินตัวเองต่ำเกินไป อย่าไปกลัวก่อนว่าเราจะทำไม่ได้
             พอเจอปัญหาใหญ่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงแบบนี้ในช่วงวัยที่ถือว่าเพิ่งเริ่มต้นชีวิตทำงาน มุมหนึ่งคนที่ยังไม่ได้ผ่านโลกอย่างเข้มข้นคงจะช็อค กับอีกมุมคือคนหนุ่มสาวยังมี

พลังจึงเข้มแข็งพอที่จะผ่านไปได้ สำหรับกระเป๋ามีความคิดเห็นว่าอย่างไร?
                เป๋าว่ามันเป็นความลงตัวของทั้งคู่ ตอนนั้นพลังเข้มแข็งมาจากไหนไม่รู้ คงเหมือนที่คนอื่นว่ากันว่าเมื่อไฟไหม้เรายกตู้เย็นทั้งอันยังได้เลย ด้วยความที่ยังอายุไม่เยอะ เรารู้ว่าเราจะไม่เป็นไร เรายังมีโอกาสเริ่มใหม่เยอะเลยยิ่งพยายามหาโอกาสใหม่ๆ นั้น นั่นคงเป็นความโชคดีของความเป็นหนุ่มสาว แต่เรารู้ว่าเรายังไม่เข้าใจโลกขนาดนั้น บางความคิดก็เด็กเกินไป เช่น คิดโกรธเคืองไปถึงเจ้านาย จะทำให้เขาทั้งหลายเสียใจ คือไม่มีประโยชน์เลยเพราะป่านนั้นเค้าลืมเรื่องเราไปแล้ว เก็บมาคิดเองให้ทรมานใจเปล่าๆ ส่วนนี้ต้องอาศัยมุมมองผู้ใหญ่เข้ามาช่วย เป๋าปรึกษาคุณแม่เยอะมากและนายด้วย ต้องให้ผู้ใหญ่สอนมุมมองของเขา ทำให้เรามีเหตุมีผลกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาก ในหนังสือเล่มนี้เลยมีความคิดดีๆ จากหลายคนที่ช่วยเข้ามาเติมเต็มมุมมองตรงนี้ที่เรายังคิดไม่ถึงด้วยประสบการณ์ที่มีไม่มาก จากทั้งผู้ใหญ่ใกล้ตัวและคนแปลกหน้าที่เจอระหว่างเดินทางค่ะ

เป็นนักเดินทางแบบไหน?
            ไม่แน่ใจว่ามีแบบไหนบ้าง ชอบสะสมความทรงจำ ชอบเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เลยชอบแบ็คแพ็คเองซะมากกว่า วางแผนเอง หาทางเอง และต้องไปที่ๆสร้างความตื่นเต้น ความท้าทายให้ตลอดเวลา พอเริ่มคุ้นชินกับการเดินทางไปประเทศนิยมต่างๆทั้งยุโรปและเอเชียแล้ว เลยเริ่มออกเดินทางไปประเทศที่แปลกขึ้น อย่างอิสราเอล เปรู แอฟริกา เพื่อเข้าใจความแตกต่างมากขึ้น ชอบเดินทางเก็บความแปลกใหม่ไปเรื่อยๆ

การเดินทางให้อะไรแก่กระเป๋าบ้าง? 

          เป๋ารู้สึกว่าการเดินทางให้อะไรกับตัวเองเยอะมาก เราเติบโตมากับการเดินทางจนมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ตัวเองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ความคิด ความเชื่อ ทุกสิ่งอย่างมันหล่อหลอมมากับประสบการณ์การเดินทางกับคนที่เจอ กับความผิดหวังระหว่างทริป กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กับการคิดถึงคนที่อยู่ไกล กับการรู้จักกับตัวเอง โดยเฉพาะการค้นพบว่าตัวเองชอบการเขียนขนาดนี้ 

ช่วงปลายปีแบบนี้คือช่วงที่คนเปลี่ยนงานกันบ่อยมาก หลายคนเปลี่ยนเพื่ออัพเงินเดือน หลายคนเปลี่ยนเพราะทุกข์ใจจากที่ทำงานเดิม หลายคนยังสับสนกับชีวิตปลายปีแบบนี้ กระเป๋ามีคำแนะนำอะไรบ้างไหม? 

         เป๋าว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เราสับสนและค้นหาการเปลี่ยนแปลง มีคนเคยบอกว่าความคิดของคนเราเป็นความคิดเชิงเปรียบเทียบ คือเรานิยามความดีของบางสิ่งด้วยการเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นแทนที่จะมองในความดีของตัวมันเอง เลยเป็นการยากที่จะพอใจในสิ่งที่มี ทั้งเงินเดือนที่คนอื่นได้มากกว่า งานที่คนอื่นทำแล้วดูน่าสนุกกว่า
                 สิ่งที่เป๋าทำทุกปีตอนเริ่มปีใหม่คือเขียนออกมาให้ชัดเจนเลยว่า เป้าหมายของปีนี้คืออะไร เป้าหมายระยะยาวของชีวิตคืออะไร เช่นปีที่แล้วหนึ่งในเป้าหมายคือทำงานเพื่อสังคม เพราะอยากลองให้รู้ว่านี่คือทางของเรารึเปล่า และอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์กว่าที่ผ่านมาด้วย พอเรารู้ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ เวลามันเกิดการเปรียบเทียบหรือความสับสนเช่นไม่ได้ใส่สูทไปทำงานเหมือนเดิม ไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เปลี่ยนไป เราก็จะพยายามเข้าใจได้ว่านี่คือสิ่งที่เราเลือกแล้ว เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่เพอร์เฟค แม้งานคอนซัลท์ที่เคยทำก็มีหลายอย่างที่ทำให้ลำบากใจ อยู่ที่เรารับได้มากน้อยแค่ไหนกับความทุกข์ใจกับงานที่เป็นอยู่ แต่ถ้ามั่นใจว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่ก็อยากจะเปลี่ยนแปลงให้เร็วที่สุด เป๋าชอบเสียดายเวลาที่ใช้ไปกับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รักค่ะ

ทราบมาว่าให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นพิเศษ เพราะอะไร?
              เพราะทุกคนในครอบครัวทำให้เป๋าเป็นเป๋าวันนี้ คุณพ่อคุณแม่สนับสนุนมากกับทุกสิ่งที่ทำ ทั้งๆ ที่หลายอย่างเป็นเรา ยังสงสัยเลยว่าจะกล้าสนับสนุนลูกสาวขนาดนี้หรือเปล่า เราผจญภัยมากตั้งแต่เด็กๆ ชอบความอยู่ไม่นิ่ง ชอบความหวือหวาของชีวิต คุณพ่อคุณแม่ก็คงไม่เข้าใจในหลายๆ อย่างที่ทำหรอก ทำไมต้องเดินทางคนเดียว ทำไมต้องหาเรื่องใส่ตัว แต่ท่านเชื่อและให้โอกาส โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษาที่เป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดเลย เราเลยคงรู้สึกว่าทุกอย่างที่เรามีที่เป็นวันนี้เป็นผลงานของการเลี้ยงดูของท่านและทั้งคู่ก็เป็นไอดอลของชีวิต เป็นคนที่เรานับถือที่อยากเป็นผู้ใหญ่แบบนั้น นับถือมากในความเก่งของทั้งคู่แต่คงประทับใจมากกว่ากับความเป็นคนจิตใจดี มีแต่ความหวังดีและการให้มากๆทั้งคนอื่นและเราพี่น้องทุกคน ที่ทำให้เรามีแรงมากพอที่จะส่งต่อความหวังดีและการให้นี้ให้คนอื่น
คุณพ่อคุณแม่ทำให้เราอยู่ด้วยแล้วมีความสุข และทำให้เราอยากเป็นคนดีกว่านี้ในทุกๆวัน

ถามตรงๆ ว่าเมื่อก่อนที่มีเงินเดือนมาก กับตอนนี้ ตอนไหนที่ชีวิตมีความสุขมากกว่ากัน เพราะอะไร?
                   เป๋าว่าพอๆ กัน แต่เป็นความสุขคนละแบบ และคงไม่ใช่เพราะเงินเดือนมากเป็นหลัก ตอนนั้นเรามีความสุขที่เราได้ใช้ศักยภาพของเราออกมาอย่างเต็มที่ ได้ทำอะไรยากๆ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทุกวัน เหมือนมีคนมาใช้ไม้เรียวเฆี่ยนให้เก่งขึ้นตลอดเวลา เวลาพอเราทำอะไรที่มันยากแล้วผ่านมาได้มันรู้สึกสะใจดี (หัวเราะ) เงินเดือนมากเป็นแค่ส่วนประกอบหนึ่งของชีวิตตอนนั้น เราไม่ได้มีความสุขมากเพราะเงินเดือนที่เยอะอย่างเดียว เรามีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่รักกับการได้ใช้ชีวิตในแบบไม่ต้องกังวลอะไรมาก
                 ตอนนี้หรือตอนที่ได้ไปทำงานเพื่อสังคมที่พม่าที่รายได้จำกัดลง ความสุขก็เปลี่ยนไปเป็นอีกแบบ มีความสุขกับความธรรมดา มีความสุขกับเวลาที่มีเพียงพอให้ตัวเองได้ทำอย่างอื่นที่ตัวเองรัก ทั้งได้ใช้เวลากับที่บ้าน หรือได้อ่านหนังสือได้เขียนหนังสือ ได้อยู่กับชาวบ้าน ได้เข้าใจวิถีชีวิตอีกแบบ
           ทั้งสองช่วงเวลา เงินเดือนมากน้อยไม่ได้มีผลต่อความรู้สึกมากนัก เราโชคดีที่เรามีพอกินพอใช้ ไม่ได้ต้องอดข้าวอดอาหาร
           เงินเลยไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต มีเงินมันทำให้คนมีความสุขก็จริง แต่เมื่อเลยจุดจำเป็น ความสุขจากเงินที่ได้เพิ่มขึ้นน้อยมาก (ไม่ได้แปลว่ามีเงินพอที่จะผ่านจุดนั้นแล้ว แต่เชื่อว่าทฤษฎีนี้ถูกต้องจริงๆ) - คงเศร้ากว่ามากมายถ้าวันหนึ่งเรามีเงินเยอะมากมายแต่ไม่มีใครอยู่ข้างๆ ความสุขของเราเลยไม่ใช่เงินเป็นที่หนึ่ง (แต่ก็สำคัญนะ ไม่ใช่ไม่อยากได้เงิน) แต่อย่างอื่นเป็นส่วนที่สำคัญกว่า

ความสุขของกระเป๋าคืออะไร?
           เป๋าว่านิยามความสุขเปลี่ยนไปจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าจะเป็นนิยามที่ใช่ไปตลอดหรือเปล่า ความคิดเราเปลี่ยนไปทุกวัน สำหรับตอนนี้ที่เป๋าว่าความสุขของเราไม่ใช่ความสำเร็จทางการงานหรือเงินทองที่มีเลย ทั้งสองเคยเป็นส่วนหลักของความสุขมาก แต่สำหรับเราตอนนี้คือความความสัมพันธ์และความผูกพันกับคนสำคัญรอบตัว ทั้งครอบครัวและเพื่อน เป๋าว่าวันที่ชีวิตมันแย่สุดๆ การที่มีคนอยู่ข้างๆทำให้มันไม่แย่เกินไป จริงๆ แอบน่าเศร้ากว่าหากวันที่สำเร็จแต่ไม่มีใครอยู่รอบกายเลยมากกว่า เป๋าว่าเป๋าชอบความรู้สึกที่ได้รับรู้ของการเป็นที่รักของคนสำคัญของเรา มันทำให้รู้สึกอบอุ่นดี

กายใจฉบับนี้เป็นฉบับส่งท้ายปีเก่า กระเป๋ามีอะไรอยากบอกผู้อ่านบ้าง?
                นอกจากจะเขียนเป้าหมายของแต่ละปีแล้ว เป๋ายังชอบสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาด้วย บางปีก็โหดร้าย บางปีก็ดี บางปีก็ตื่นเต้นมากมาย แต่ทุกปีคือการเปลี่ยนแปลง เป๋าเลยอยากฝากถึงผู้อ่านว่าอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะมันเกิดขึ้นอยู่แล้ว ทั้งดีและไม่ดี บางครั้งเราไม่สามารถบังคับได้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ทุกคนมีโอกาสในการเลือกให้เหตุการณ์นั้นมีผลอย่างไรต่อชีวิตเสมอ
              ความคิดบวกและมีความหวังเป็นเครื่องมือที่ดีที่ช่วยให้เราผ่านทุกเหตุการณ์ไปได้ และทุกครั้งที่มันผ่านไป มองย้อนกลับไป ก็รู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาก็มีสีสันดีนะ สนุกดีจัง...สวัสดีปีใหม่ค่ะ