แถลงผลงานด้านสังคม สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้ประชาชน

แถลงผลงานด้านสังคม สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้ประชาชน

รมต.ด้านสังคมแถลงผลงานพร้อมเดินหน้า สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้ประชาชน ด้านรมว.สาธารณสุข ระบุปี 59 ระบบประกันสุขภาพต้องเปลี่ยน ไม่งั้นรอดยาก

พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงผลงานในรอบ 1 ปี ว่า การทำงานในอดีตที่ผ่านมา มีปัญหาในเชิงโครงสร้าง เรื่องกฎหมาย รวมทั้งการประสานงานกับต่างประเทศ ในการขับเคลื่อนงาน ซึ่งกระทรวงแรงงานได้บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆเพื่อปฏิรูปแรงงานตามนโยบายของคสช. แก้ปัญหาการค้ามนุษย์ แรงงานที่ลักลอบหลบหนีเข้าเมือง โดยตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการแรงงานต่างด้าว (กนร.) และคณะอนุกรรมการประสานงานด้านการจัดการ เพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาต่างๆให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ มีการเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว 3สัญชาติให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง 1.6 ล้านคน รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายห้ามใช้แรงงานเด็นอายุต่ำกว่า 15 ปี อย่างเข้มข้นทำให้ไทยได้รับการปรับระดับในการประเมินการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กที่ได้รับความสำเร็จมาก นอกจากนั้นได้ออกกฎหมายจดทะเบียนแรงงานประมงใน 22 จังหวัดชายฝั่งทะเล ได้กว่า 40,000 คน และอยู่ระหว่างการดำเนินการจดทะเบียนครั้งที่ 2 มีการร่วมมือการตรวจร่วม ที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออก ของเรือประมง จำนวน 28 ศูนย์ มีชุดตรวจปฏิบัติการ ชุดตรวจเฉพาะกิจ เพื่อรวจสอบการใช้แรงงานต่างด้าว และมีการจัดตั้งศูนย์วันสต็อป เซอร์วิส เพื่อสนับสนุนการดำเนินการในเขตเศรษฐฏิจพิเศษให้แรงงานสามารถเดินทางไปกลับหรือตามฤดูกาลทำงาน กว่า 3,500 คน 

พล.อ.ศิริชัย กล่าวว่า กระทรวงแรงงานยังดำเนินการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยแก้ไขพ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับใหม่ เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆให้กับประชาชน มีการสร้างอาชีพ โดยตั้งศูนย์สมาร์ท จ็อบ เซ็นเตอร์ ในการให้บริหารจัดหางานเพื่อคนไทย ซึ่งขณะนี้มีประชาชนได้รับการบรรจุแล้วกว่า 14,200 คน สร้างรายได้กว่า 127 ล้านบาทต่อครัวเรือนห และจะขยายศูนย์ดังกล่าวให้ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาฝีมือแรงงานกว่า 77,000 คน และเพิ่มศักยภาพแรงงานในสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม 260 แห่ง อย่างไรก็ตามกระทรวงแรงงานได้พัฒนาแอพลิเคชัน เป็นช่องทางสำหรับผู้ใช้แรงงานให้รับรู้ข่าวสารแรงงานได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองคนทำงาน ผ่านทางอุปกรณ์สมาร์ทโฟนต่างๆ อีกด้วย 

ด้านพล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า สำหรับผลการทำงานของกระทรวง รายได้น้อย ในช่วงปีที่ผ่านมา ได้ขับเคลื่อนการทำงานและแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะการจัดหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งขณะนี้ยังขาดแคลนอยู่ประมาณ 4.7 ล้านครัวเรือน โดยวางแผนจัดสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในช่วง 10 ปี เพื่อรองรับประชาชน 2.7 ล้านครัวเรือน ที่ผ่านมาได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยนำโครงการบ้านยั่งยืนมาปรับปรุงใหม่ เพื่อขายให้กับผู้มีรายได้ไม่เกิน 40,000 บาท จำนวนกว่า 1.3 หน่วย มีคนจองและผ่านขั้นตอนกว่า 2,000 หน่วย นอกจากนั้นยังมีโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดในเมือง ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในพื้นที่ 13 จังหวัด 23 ชุมชน จำนวนกว่า 2,000 หน่วย และจะขยายผลในปี 2559 เพิ่มเติมอีกด้วย 

นอกจากนั้นยังมีนโยบายแก้ปัญหาการบุกรุกคูคลอง เช่น คลองลาดพร้าว และคลองเปรมประชากร 76 ชุมชน กว่า 10,000 ครัวเรือน เราขณะนี้อยู่ระหว่างปรับแนวทางสร้างความรับรู้และความเข้าใจของประชาชน รื้อก่อสร้างแล้วเสร็จไปแล้ว 6 ชุมชน กว่า 1,000 ครัวเรือน และโครงการปทุมธานีโมเดล ในพื้นที่ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กว่า 1,000 ครัวเรือน ซึ่งต่อเนื่องจากปี 2558 และคาดว่าจะขับเคลื่อนต่อไปได้ในปี 2559 เป็นต้น กระทรวงยังขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปราบการค้ามนุษย์อย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกจัดอันดับอยู่ในเทียร์ 3 ที่ผ่านมาเรายกเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อแก้ไขปัญหา โดยมีรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงร่วมกันทำงาน โดยเราแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายการค้ามนุษย์ จำนวน 6 ฉบับ เพิ่มอำนาจให้เจ้าพนักงานสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโทษผู้กระทำผิด เป็นต้น รวมทั้งมีการจัดระเบียบขอทาน มีการคัดแยกและฟื้นฟู ฝึกอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเหล่านี้ให้กลับสู่สภาพเดิม มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการโดยจ้างงานเพื่อเปิดโอกาสผู้ด้อยโอกาสได้มีอาชีพ และยังมีกฎหมายอยู่ในสนช.5 ฉบับ

ทั้งนี้ในปี 2559 จะเดินหน้าขับเคลื่อนเรื่องที่อยู่อาศัยต่อไปให้ประชาชนได้มีที่อาศัยเป็นลำดับแรก รวมทั้งแก้ปัญหาการค้ามนุษย์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขเน้นการทำงานเชิงรุกโดยการปฏิรูประบบ เช่น ลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจราจร ซึ่งช่วยในการลดค่าใช้จ่ายในภาครัฐ นอกจากนี้ยังปรับโครงสร้างการทำงานให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังช่วยเสริมสร้างงานด้านเศรษฐกิจ ผลัดดันให้เป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาค ซึ่งจะนำรายได้เข้าสู่ประเทศจำนวนมาก อย่างไรก็ตามใน 4 ถึง 5 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขมีการประสานงานกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) โดยทำงานบูรณาการกันแบบใกล้ชิดในทุกระดับ มีการกระจายอำนาจ พูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาเป็นไปด้วยดี ถือว่าเป็นการทำงานแบบไร้รอยต่อ 

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ในปี 2559 ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับการบริหารจัดการเกี่ยวกับระบบประกันสุขภาพ เพราะจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายของประชาชนเกี่ยวกับสุขภาพทั่วประเทศอยู่ที่ 4.6% ของจีดีพี มาจากภาครัฐ 78 % ถือเป็น 17% ของบประมาณแผ่นดิน ซึ่งสูงเป็น 1 ใน 10 ทั่วโลก หากปล่อยลักษณะนี้ต่อไป เราจะอยู่ได้ยาก เพราะจะเห็นว่าปัจจุบันนี้รัฐออกค่าใช้จ่ายให้เกือบ 80% หากเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆระบบประกันสุขภาพจะอยู่ต่อได้อย่างไร

"ดังนั้นสิ่งที่พวกเราจะต้องช่วยกันก็คือประชารัฐ โดยช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ระบบสุขภาพนี้มีความมั่นคงและยั่งยืน สิ่งที่ดีอยู่แล้วก็ต้องเอาไว้ เราไม่ได้จะไปแกล้งคนจน แต่จะช่วยคนจน คนจนไม่ต้องมาห่วงเรื่องหลักประกันสุขภาพ แต่เราต้องให้มีประสิทธิภาพ ต้องเป็นธรรม หวังว่าในปี 2559 บางสิ่งบางอย่างจะเกิดขึ้นเพื่อให้ระบบประกันสุขภาพนี้ มั่นคงและยั่งยืนต่อไป" นพ.ปิยะสกลกล่าว