ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบปี59 ยังล้นตลาด

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบปี59 ยังล้นตลาด

“ไทยออยล์ คาดราคาน้ำมันดิบดูไบปี 59 ยังคงถูกกดดันจากภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดจนถึงสิ้นปี 59”

สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบปี 2558

ราคาน้ำมันดิบในปี 2558 เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับต่ำในกรอบ 32-67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับลดลงจากราคาเฉลี่ยในปี 2557 ที่ 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบดูไบในไตรมาส 1/2558 ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมา 3 ไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 3/2557 ท่ามกลางอุปทานน้ำมันดิบที่ล้นตลาดจากผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปค โดยผู้ผลิตน้ำมันดิบในกลุ่มโอเปคยืนกรานที่จะไม่ปรับลดกำลังการผลิต และเดินหน้าผลิตน้ำมันดิบในระดับที่สูงต่อเนื่องเหนือระดับ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคไว้ นอกจากนี้ อัตราการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีท่าทีว่าจะชะลอตัวลง ถึงแม้ว่าบริษัทน้ำมันหลายแห่งในประเทศจะมีการปรับลดแผนการลงทุนขุดเจาะและผลิตน้ำมันดิบสำหรับปี 2558 ก็ตาม นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี เป็นอีกปัจจัยที่กดดันราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบซึ่งซื้อขายในสกุลดอลลาร์นั้น มีราคาแพงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สร้างความกังวลเกี่ยวกับการตึงตัวของอุปทานน้ำมันดิบ และผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในระยะสั้น เช่น การสู้รบระหว่างกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรียที่ยืดเยื้อ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ความไม่สงบทางการเมืองในเยเมนและลิเบีย รวมถึงข้อตกลงเรื่องโครงการอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านและกลุ่มชาติมหาอำนาจ (P5+1) ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในช่วงต้นปี

ไตรมาส 1/2558 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 51.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ในไตรมาสที่ 2 ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากการสู้รบในเยเมนระหว่างกบฏฮูธีกับพันธมิตรชาติอาหรับนำโดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งสร้างความกังวลต่อตลาดว่าปัญหาอาจจะบานปลายและส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ตลาดได้รับแรงสนับสนุนจากอัตราการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐที่ชะลอตัวลง หลังจากผู้ผลิตชะลอการขุดเจาะและผลิตน้ำมันดิบออกไปเนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันดิบตกต่ำ ประกอบกับปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐที่เริ่มปรับลดลงหลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 491 ล้านบาร์เรลในเดือน เม.ย. เนื่องจากโรงกลั่นในสหรัฐ เริ่มปรับเพิ่มกำลังการกลั่นหลังจากเสร็จสิ้นการปิดซ่อมบำรุงในช่วงไตรมาส 1 รวมถึงการเพิ่มอัตราการกลั่นเพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลขับขี่ของสหรัฐ ระหว่างช่วงเดือน พ.ค. - ก.ย. อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันดิบยังคงเผชิญกับภาวะน้ำมันดิบล้นตลาด โดยตลาดเกิดความกังวลต่อการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังจากอิหร่านและ P5+1 บรรลุกรอบข้อตกลงในการจำกัดศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน เพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มโอเปกมีมติคงโควตาการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มที่ระดับ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยไม่มีการลดอัตราการผลิตลงเพื่อพยุงราคาน้ำมันดิบ

ไตรมาส 2/2558 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 61.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 3 ปรับลดลงอีกครั้ง เนื่องจากได้รับแรงกดดันหลักจากความกังวลต่อการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก หลังจากที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงกว่าร้อยละ 40 สู่ระดับต่ำสุดในเดือน ส.ค. (เมื่อเทียบกับระดับสูงสุดในเดือน มิ.ย.) ซึ่งความผันผวนที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อเศรษฐกิจจีน นอกจากนี้ ดัชนีภาคการผลิต (Caixin PMI) ปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปีครึ่ง ที่ระดับ 47.2 ซึ่งตัวเลขที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมภาคอุตสาหกรรมการผลิตของจีนอยู่ในสภาวะหดตัว โดยข้อมูลทางเศรษฐกิจของจีนที่อ่อนแรงได้สร้างความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวในอัตราที่น้อยกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ร้อยละ 7 ในขณะที่ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะคลี่คลาย โดยกลุ่มโอเปคยังคงปริมาณการผลิตในระดับสูงต่อเนื่องมากกว่า 31 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประกอบกับความกังวลต่ออุปทานส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นจากอิหร่าน หลังจากอิหร่านและชาติมหาอำนาจทั้ง 6 ชาติ (P5+1) สามารถบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในการจำกัดศักยภาพโครงการนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการผ่อนปรนการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้อิหร่านสามารถเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบสู่ตลาดโลกได้มากขึ้นในช่วงต้นปี 2559 อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบได้รับแรงหนุนจากอัตราการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐที่ชะลอตัวลงสู่ระดับราว 9.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน ก.ย. จากระดับสูงสุดที่ 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน มิ.ย. เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ บางส่วนชะลอการผลิตและขุดเจาะน้ำมันดิบจากภาวะราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำ ซึ่งสะท้อนได้จากจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงนับตั้งแต่เดือน ก.ค.

ไตรมาส 3/2558 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 50.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี ราคาน้ำมันดิบดูไบมีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 11 ปี ท่ามกลางแรงกดดันจากอุปทานน้ำมันดิบที่ล้นตลาด หลังจากการประชุมโอเปควันที่ 4 ธ.ค. 58 ที่กลุ่มโอเปคไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับเพดานการผลิตน้ำมันใหม่สำหรับช่วง 6 เดือนข้างหน้าได้ เนื่องจากทางกลุ่มยังไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของอิหร่านที่จะเข้ามาสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ทางกลุ่มยังคงเดินหน้าผลิตน้ำมันดิบในปริมาณที่สูงต่อเนื่องกว่า 31.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเกินกว่าเพดานการผลิตกำหนดไว้ก่อนหน้านี้กว่า 1.5 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ ปริมาณอุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินที่ล้นตลาดยังสะท้อนได้จากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังทั่วโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งสร้างความกังวลต่อตลาดว่าตลาดจะยังคงประสบกับภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดไปจนถึงปี 2559 รวมไปถึงแนวโน้มอุปทานน้ำมันดิบจากสหรัฐที่อาจเข้ามาสู่ตลาดโลกมากขึ้น หลังจากสหรัฐมีมติยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันดิบที่บังคับใช้มานาน 40 ปี ในขณะที่ตลาดได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ประจำเดือน ธ.ค.

ไตรมาส 4/2558 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 41.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ณ วันที่ 18 ธ.ค.)

ภาวะตลาดน้ำมันดิบและคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2559

ในปี 2559 คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ระดับประมาณ 54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งปรับตัวได้ดีขึ้นเล็กน้อยจากปี 2558 ที่เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากการชะลอตัวของอัตราการขยายตัวของอุปทานน้ำมันดิบจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค ซึ่งเป็นผลจากการปรับลดการลงทุนและการขุดเจาะน้ำมันดิบในช่วงที่ราคายังคงอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับปริมาณอุปสงค์ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง จากแรงสนับสนุนของราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยในปี 2559 สำนักงานพลังงานสากล (IEA) (รายงาน ณ เดือน ธ.ค. 2558) คาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันโลกจะขยายตัวที่ 1.2 ล้านบาร์เรล ซึ่งชะลอตัวลงจากการขยายตัวในปี 2558 ที่ 1.8 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม IEA คาดการณ์ว่าตลาดน้ำมันโลกจะยังคงประสบกับภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดจนถึงสิ้นปีหน้า นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังจากที่อิหร่านบรรลุข้อตกลงเรื่องโครงการนิวเคลียร์กับชาติมหาอำนาจตะวันตก (P5+1) เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรแล้วนั้น อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้อุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินเพิ่มขึ้นอีก

อุปทานน้ำมันดิบ: อุปทานน้ำมันดิบโลกในปี 2559 จะยังคงมีปริมาณสูงกว่าอุปสงค์ และส่งผลให้ตลาดยังคงเผชิญกับสภาวะอุปทานล้นตลาด นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากอุปทานส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นจากอิหร่าน ภายหลังจากที่อิหร่านบรรลุข้อตกลงเรื่องโครงการนิวเคลียร์กับชาติมหาอำนาจตะวันตก (P5+1) เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งจะส่งผลให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันดิบได้มากขึ้นอีกประมาณ 5 - 7 แสนบาร์เรลภายในกลางปี 2559 จากเดิมที่ถูกจำกัดการส่งออกไว้เพียง 1 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ คาดว่ากลุ่มโอเปคมีแนวโน้มผลิตน้ำมันดิบในระดับสูงอย่างต่อเนื่องมากกว่า 31 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากซาอุดิอาระเบียและอิรัก อย่างไรก็ดี ในปี 2559 IEA คาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันดิบโลกมีแนวโน้มขยายตัวลดลงกว่าปี 2558 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากอัตราการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคที่คาดว่าจะชะลอตัวลงราว 6 แสนบาร์เรล โดยการลดลงส่วนใหญ่มาจากการชะลอตัวของอัตราการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ ที่จะชะลอตัวลงประมาณ 4 แสนบาร์เรล เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐบางส่วนได้ชะลอการผลิตและขุดเจาะน้ำมันดิบลง ซึ่งสะท้อนได้จากรายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐ ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องมากกว่าร้อยละ 60 จากระดับสูงสุดที่ 1,609 แท่น ในเดือน ต.ค. 57 อันเป็นผลมาจากสภาวะราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำ

อุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูป: อุปสงค์การใช้น้ำมันของโลกในปี 2559 ยังมีแนวโน้มจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปี 2558 อยู่ที่ระดับ 96.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน (IEA ธ.ค. 58 ) โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในระดับปานกลางที่ร้อยละ 3.6 (IMF ต.ค. 58) โดยเฉพาะความต้องการใช้ของประเทศกำลังพัฒนาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ เช่น อินเดีย เป็นต้น นอกจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ และกลุ่มประเทศยูโรโซนที่ฟื้นตัวได้ดีขึ้น อาจสนับสนุนให้อุปสงค์การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้น้ำมันของประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอาจขยายตัวน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจของประเทศที่เติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม จากการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนที่มุ่งเน้นการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศมากขึ้น และลดการพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม

กำลังการผลิตของโรงกลั่นในภูมิภาค: ในปี 2559 กำลังการกลั่นใหม่สุทธิของโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นราว 250,000 บาร์เรลต่อวัน โดยในภูมิภาคเอเชียกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นเพียง 70,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น เนื่องจากมีโรงกลั่นในไต้หวัน ออสเตรเลีย และจีนปิดตัวลง ซึ่งจะหักลบกับกำลังการผลิตส่วนเพิ่มจากโรงกลั่นแห่งใหม่ในอินเดีย (IOC’s Paradip) ที่มีกำลังการผลิตที่ 300,000 บาร์เรลต่อวัน

สถานการณ์ความไม่สงบด้านภูมิรัฐศาสตร์: การสู้รบระหว่างกลุ่มรัฐอิสลาม กับอิรักและซีเรียยังคงยืดเยื้อและมีแนวโน้มขยายความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่กลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ได้เข้ายึดเมืองสำคัญของอิรัก ได้แก่ เมืองรามาดี (Ramadi) ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหน้าด่านก่อนเข้าสู่เมืองแบกแดด (Baghdad) เมืองหลวงของอิรัก ซึ่งได้สร้างความกังวลในเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยของรัฐบาลอิรักที่อาจนำมาซึ่งการยึดเมืองสำคัญอื่นๆ ของอิรักรวมไปถึงเมืองบาสรา (Basrah) แหล่งผลิตน้ำมันดิบหลักทางตอนใต้ของอิรัก นอกจากนี้ ปัญหาได้ลุกลามเป็นวงกว้าง หลังจากที่กลุ่ม IS ได้เข้ายึดบ่อน้ำมันจาซาลซึ่งเป็นบ่อน้ำมันแห่งสุดท้ายที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลซีเรีย ถึงแม้ว่าซีเรียจะไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ แต่มีความกังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจจะบานปลายและส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการตึงตัวของอุปทานน้ำมันดิบ และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น ในขณะที่อิหร่านและชาติมหาอำนาจ 6 ชาติสามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องโครงการนิวเคลียร์ได้ในวันที่ 14 ก.ค. 58 โดยอิหร่านต้องยอมลดศักยภาพด้านนิวเคลียร์ไม่ให้ไปถึงระดับที่จะสามารถนำไปผลิตเป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้ เพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน ซึ่งจะส่งผลให้อิหร่านสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันดิบได้ตามปกติ แต่การที่อิหร่านจะกลับมาส่งออกน้ำมันได้เต็มที่อีกครั้งยังคงต้องอาศัยเวลาในการฟื้นฟูอุปกรณ์และเครื่องจักรต่างๆ เพื่อที่จะทำให้น้ำมันดิบจากอิหร่านอีกราว 1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน กลับมาสู่ตลาดเหมือนช่วงก่อนที่จะถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก

ฤดูกาลและภัยธรรมชาติ: นอกจากความต้องการใช้น้ำมันแต่ละประเภทในแต่ละฤดูกาลจะมากน้อยแตกต่างกันแล้ว ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในปัจจุบันยังคงส่งผลต่อราคาน้ำมันด้วย ไม่ว่าจะเป็นพายุเฮอริเคนในบริเวณอ่าวเม็กซิโก ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมน้ำมันทั้งในด้านกำลังการผลิตและผลกระทบต่อกำลังการกลั่น รวมถึงพายุหมุนเขตร้อน หรือพายุไต้ฝุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกหรือทะเลจีนใต้ ที่อาจจะสร้างความเสียหายให้แก่โรงกลั่นในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก

กฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ: ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงสร้างโอกาสให้กับรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาในการปรับลดการอุดหนุนราคาพลังงานและการเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันและเชื้อเพลิงต่างๆ เนื่องจากการอุดหนุนราคาพลังงานและการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐที่เกี่ยวข้องเป็นภาระทางการคลังและบั่นทอนสถานะดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศส่วนมากในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับตัวลดอย่างมากในปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกยังคงสนับสนุนนโยบายการใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

                                                                       ……………………………………………………….

ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999