พท.แถลงการณ์อัดผลงานครบ 1 ปีรัฐบาล

พท.แถลงการณ์อัดผลงานครบ 1 ปีรัฐบาล

เพื่อไทย ออกแถลงการณ์อัดยับแถลงผลงานครบ 1 ปีรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย เรื่อง การแถลงผลงานครบรอบ 1 ปีของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ โดยมีใจความสรุปได้ว่า

ตามที่พล.อ.ประยุทธ์และคณะได้ร่วมกันแถลงผลงานของรัฐบาลเนื่องในโอกาสบริหารงานครบ 1 ปีเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น พรรคเพื่อไทยเห็นว่า คำแถลงของนายกรัฐมนตรีในหลายส่วนสร้างความสับสน แบ่งแยกและสร้างความร้าวฉานแตกแยกในสังคมไทย ยืนยันให้เห็นถึงความเป็นจริงตามแถลงการณ์ “ประมวลสถานการณ์ประเทศไทยปี 2558 ของพรรคเพื่อไทย” เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาของประเทศไม่อาจประสบความสำเสร็จได้หากความเข้าใจหรือการมองปัญหาไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือมองปัญหาต่างๆ อย่างมีอคติ ทั้งนี้  

1.คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า “คนรายได้น้อยมาเลือก เพราะเขาต้องการเงินไปเลี้ยงครอบครัว” และ “คนมีรายได้ปานกลางไม่ออกมาเลือกตั้ง จะทำให้เสียงของคนที่อยากมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า” นั้น คำพูดดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีแสดงถึงความขาดความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย และมีอคติต่อการเลือกตั้ง และดูจะไม่ต่างไปจากคำพูดในเวทีการชุมนุม shutdown ประเทศก่อนการรัฐประหาร คำพูดของผู้ปราศรัยบนเวทีที่อ้างว่า คนชนบทโง่ คนกรุงเทพฯ ฉลาดกว่า ดังนั้นเสียงต้องไม่เท่ากัน พรรคเพื่อไทยเห็นว่าในอดีตที่ผ่านมาได้พิสูจน์ในการเลือกตั้งหลายครั้งหลายหนแล้วว่า คนชนบท คนยากจน คนรากหญ้า มิได้มาเลือกตั้งเพราะเห็นแก่รายได้หรืออามิสสินจ้าง ในทางตรงกันข้าม คนเหล่านั้นมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพราะพอใจในนโยบายที่จับต้องได้ พึงพอใจในนโยบายที่ยกฐานะของคนเหล่านั้นให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในทางทฤษฎีประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน คนทุกคนเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เสมอเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนชั้นกลาง และชนชั้นรากหญ้า ย่อมเท่าเทียมกัน คำพูดใดๆ ที่แบ่งชนชั้นจึงเป็นคำพูดที่สะท้อนแนวคิดเพื่อรักษาหน้าตาและผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลที่มีฐานะดีเท่านั้น การมองการเลือกตั้งว่าขึ้นอยู่กับการใช้เงินซื้อเสียง สะท้อนให้เห็นภาวะที่ไม่ใช่นักประชาธิปไตยของผู้นำซึ่งนิยมระบบแต่งตั้งมากกว่า ดังนั้น จึงไม่แปลกใจว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างอยู่จึงไม่ให้ความเคารพต่อการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจของประชาชน เช่น การให้ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง สรรหา การตั้งองค์กรพิเศษเพื่อควบคุมรัฐบาลอีกชั้น การยกอำนาจของประชาชนไปให้องค์กรตรวจสอบและองค์กรตุลาการที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับอำนาจประชาชนจนทำให้เสียสมดุลในระบบถ่วงดุลอำนาจ 

 2.นายกรัฐมนตรีได้เปรียบเปรยถึงโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคว่า “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของกระทรวงสาธารณสุข เป็นโครงการสุดยอด แต่รายได้ไม่มี” นั้น ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แสดงถึงความไม่เข้าใจหรือมองปัญหาไม่ถูกต้อง เพราะโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยคนยากจนที่ไร้โอกาส กลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นคนหาเช้ากินค่ำ เป็นชาวเกษตรกรผู้ยากไร้ ปราศจากที่ทำกิน เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ไม่เพียงพอจะรองรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เผชิญกับโรคที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของเขา เพียงแค่ให้มีหลักประกันในชีวิต ให้คนมีสุขภาพดี เป็นพลังของสังคม ค่าใช้จ่ายที่มีต้นทุนที่ 30 บาทดังกล่าวนี้ล้วนมีที่มาจากภาษีอากรของประชาชน ซึ่งเป็นของเพื่อนร่วมชาติของเขา เงินจำนวนนี้มีไว้เพื่อเกื้อกูลคนไทยด้วยกัน ไม่ใช่เพื่อค้ากำไรแต่อย่างใด เลขาธิการองค์การสหประชาชาติยังเคยหยิบยกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคไปเป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศที่ด้อยพัฒนาและประเทศที่กำลังพัฒนา ล่าสุดประเทศสหรัฐอเมริกายังมีนโยบายรักษาพยาบาลในแบบเดียวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเช่นเดียวกัน 

3.คำกล่าวของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “สิ่งที่ผมทำเมื่อ 10 ปีก่อนไม่ใช่ประชานิยม และผมไม่สนใจว่าใครจะเรียกว่าประชานิยม”นั้น นับว่าเป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมา พิสูจน์ให้เห็นว่าขณะนี้นายกรัฐมนตรีกำลังใช้โครงการที่ท่านดูถูกและกล่าวหารัฐบาลที่แล้วว่ามีนโยบายเป็นประชานิยม คำว่าประชานิยมจึงเป็นเพียงคำพูดที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในอดีตเท่านั้น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน โครงการตำบลละห้าล้าน ที่รัฐบาลชุดนี้นำมาใช้ ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นประชารัฐ จึงดูไม่ต่างจากการที่มีความพยายามจะเปลี่ยนชื่อโครงการของพรรคเพื่อไทยที่ประสบความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงเหตุผลในการยึดอำนาจปกครองประเทศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ไว้ว่า เพื่อยุติความหวาดระแวง ฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย ความรู้รักสามัคคีและความเป็นธรรม สร้างบรรยากาศแห่งความสงบเรียบร้อยและปรองดอง เพื่อนำความสุขที่สูญหายไปนานกลับคืนสู่ประชาชนนั้น พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี 6 เดือนกว่าที่ผ่านมา ไม่ได้มีรูปธรรมอันใดที่สะท้อนความเป็นจริงในการเสริมสร้างและแก้ไขปัญหาที่กล่าวมา สิ่งที่ปรากฏกลับกลายเป็นบุคคลกลุ่มหนึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหา ถูกปรับทัศนคติ คนอีกกลุ่มหนึ่งสามารถใช้เสรีภาพได้อย่างเต็มที่ นายกรัฐมนตรีกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับคนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างชัดเจน ในขณะที่แสดงความปรองดองสมานฉันท์กับคนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างแนบแน่น  

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศเสียเวลาเปล่าไปกับการใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขตจำกัด เสียเวลาไปกับวาทกรรมสวยหรูเรื่องความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ คำพูดของนายกรัฐมนตรีที่แสดงออกต่อสาธารณะในโอกาสบริหารงานครบรอบปีที่ผ่านมาไม่ได้สอดคล้องกับเจตจำนงที่กล่าวไว้ในการยึดอำนาจปกครองประเทศ และน่าจะวิเคราะห์ได้ไม่ยากว่า อีก 1 ปี 6 เดือนข้างหน้าประเทศชาติจะต้องเผชิญกับชะตากรรมแบบใด