TU - ซื้อ

TU - ซื้อ

เข้าซื้อกิจการ Rugen Fisch สัดส่วน 51%

ประเด็นใหม่

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา TU ได้ประกาศเข้าทำสัญญาซื้อกิจการของบริษัท Rugen Fisch AG (Rugen) ในสัดส่วน 51% ซึ่ง Rugen เป็นผู้นำส่วนแบ่งตลาดประมาณ 37% ของผลิตภัณฑ์อาหารทะเลบรรจุกระป๋องในประเทศเยอรมนีภายใต้แบรนด์ชั้นนำได้แก่ Hawesta โดย Rugen ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเยอรมนีและผลิตปลาแช่แข็งที่ประกอบด้วยปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแม็คเคอเรลและปลาแซลมอน และทำการขายให้กับผู้ค้าปลีกและบริษัทแบรนด์ยี่ห้อรายใหญ่ชั้นนำ Rugen มีโรงงานทั้งหมด 4 แห่งในเยอรมนีและลิธัวเนียภายใต้แบรนด์ Rugen Fisch, Hawesta, Ostsee Fisch และ Lysell คาดว่าจะสามารถปิดดีลนี้ได้ในช่วงสิ้นเดือนม.ค. 2559 ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการอนุม้ติจากหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการเข้าซื้อกิจการของประเทศเยอรมนี ดีลการเข้ากิจการในครั้งนี้มีคอลออปชั่นเพื่อจะสามารถทำการซื้อหุ้นที่เหลือของ Rugen อีก 49% ได้ภายใน 3-5 ปีด้วย

มาร์จิ้นของ TU โดยรวมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนแบรนด์ของ Rugen ที่มีมากกว่า

เราเชื่อว่าการเข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ของ TU ใน Rugen ถือว่าเป็นการขยายตลาดในปรเทศเยอรมนีให้เพิ่มมากขึ้น การเพิ่มไลน์สินค้าทูน่าให้กับ Rugen การสร้างอัตราการเติบโตของกำไรในระยะยาวให้กับ TU และการสร้างผลประโยชน์ร่วมให้กับแบรนด์ปัจจุบันของ TU ได้แก่ King Oscar และ MerAlliance ในยุโรป ดีลใหม่นี้ถือว่าเป็นเพียงแค่หนึ่งในอีกหลายดีลเข้าซื้อกิจการของบริษัทเพื่อที่จะให้สามารถบรรลุเป้าหมายยอดขายที่ 8 พันล้านเหรียญภายในปี 2563 นอกจากนี้ด้วยเครือข่ายค้าปลีกในประเทศเยอรมนีของ Rugen ที่แข็งแกร่งและสัดส่วนสินค้าแบรนด์ของ Rugen Fisch ที่มีมากกว่า (สัดส่วนแบรนด์คิดเป็น 60% สำหรับ Rugen เทียบกับ 43% สำหรับ TU ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558) เราคาดว่าสัดส่วนผลิตภัณฑ์แบรนด์ของ TU มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 45-50% ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

ราคาซื้อกิจการถูกด้วย EBITDA มาร์จิ้นของ Rugen ที่สูงกว่า

อ้างอิงจากอัตราส่วน EV/EBITDA ที่ 6.5 เท่าสำหรับการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ สมมติฐาน EBITDA มาร์จิ้นที่ 11-12% สำหรับ Rugen และรายได้ต่อปีของ Rugen ที่ 140 ล้านยูโรต่อปี (หรือประมาณ 5.6 พันล้านบาท) เราคำนวณมูลค่ากิจการของ Rugen ได้เท่ากับ 4-4.4 พันล้านบาท และถ้าอ้างอิงการเข้าซื้อกิจการสัดส่วน 51% ใน Rugen นั่นหมายถึงราคาซื้อกิจการมีแนวโน้มอยู่ที่ประมาณ 2-2.2 พันล้านบาท (หรือประมาณ 57-62 ล้านเหรียญ) เราเชื่อว่าราคาซื้อกิจการในครั้งนี้ถือได้ว่าค่อนข้างถูกถ้าหากเปรียบเทียบราคาซื้อกิจการในครั้งนี้ที่ อัตราส่วน EV/EBITDA ที่ 6.5 เท่ากับ EV/EBITDA ของ TU ในปี 2559 ที่ 9.1 เท่า และ EV/EBITDA ที่ 8-9 เท่าสำหรับดีลการเข้าซื้อกิจการในครั้งก่อนหน้านี้

นอกจากนี้เรายังประเมินว่าดีลการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะช่วยหนุนมาร์จิ้นของงบรวมของ TU ให้เพิ่มสูงขึ้น ถ้าเปรียบเทียบ EBITDA margin ของ Rugen Fisch ที่ 11-12% กับ EBITDA margin ของ TU ที่ 8% ถึงแม้ว่าจะเป็นดีลการซื้อกิจการเพียงเล็กๆ (ซึ่งมีมูลค่าน้อยกว่า 100 ล้านเหรียญ) แต่เราก็เชื่อว่าดีลนี้จะส่งผลบวกต่อ TU เพราะจะเป็นการช่วยหนุนมาร์จิ้นรวมของ TU ในระยะยาวซึ่งบริษัทตั้งเป้าที่อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมที่ 18-20% ภายในปี 2563

ปรับเพิ่มกำไรสุทธิอีก 2% จากการซื้อกิจการ Rugen ในสัดส่วน 51%

ภายใต้สมมติฐานการรวมงบการเงินแบบ full consolidation และการรับรู้รวมงบของ Rugen สัดส่วน 51% เข้ามา 11 เดือน เราประเมินว่าดีลนี้เพิ่มประมาณรายได้ของ TU ในปี 2559 ได้เท่ากับ 5.4 พันล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 4%) และเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิของ TU ในปี 2559 ได้เท่ากับ 137 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้นอีก 2%) ซึ่งอยู่ภายใต้สมมติฐานของอัตรากำไรสุทธิที่ 5% (ซึ่งสูงกว่าอัตรากำไรสุทธิของ TU เล็กน้อยสำหรับในปี 2559 ที่เราคาดไว้ที่ 4.5%) เราคำนวณรวมดีลการเข้าซื้อกิจการ 51% ของ Rugen Fisch เข้าไปในประมาณการแล้ว และปรับราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 เพิ่มขึ้นอีก 2.3% (ไปเป็น 22.50 บาท) เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ เนื่องจากแนวโน้มของอัตราการเติบโตของธุรกิจปัจจุบันอย่างต่อเนื่องที่ 7-10% ต่อปีและอัพไซด์ของอัตราการเติบโตจากการเข้าซื้อกิจการใหม่อื่นๆ อีกในอนาคต