'ไพบูลย์' มุ่งปราบยาเสพติด-คอร์รัปชั่น-ลดเหลื่อมล้ำ

'ไพบูลย์' มุ่งปราบยาเสพติด-คอร์รัปชั่น-ลดเหลื่อมล้ำ

"พล.อ.ไพบูลย์" รมว.ยุติธรรม เดินหน้าปราบยาเสพติด-คอร์รัปชั่น-ลดเหลื่อมล้ำ หวังประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้มีการปรับโครงสร้างตามพันธกรณีระหว่างประเทศเพื่อให้คนทุกคนเข้าถึงความยุติธรรม ซึ่งหลังจากตนเองเข้ามารับหน้าที่ 1 ปีได้เห็นภาพปัญหาต่างๆ และต้องมีการรวมศูนย์ให้ทุกคนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในด้านกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถบริการงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีทิศทางที่ชัดเจน และปัญหาภายในของหน่วยงานกันเองที่ขาดความน่าเชื่อถือโดยเฉพาะ กรมบังคับคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และกรมราชทัณฑ์

ทั้งนี้ ได้แบ่งงานออกเป็น 6 กลุ่ม โดยเน้นด้านการอำนวยความยุติธรรม จัดตั้งกองทุนยุติธรรมที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถพิจารณาได้ทันที ซึ่งได้มีการอาศัยความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอัยการแต่ละจังหวัด รวมถึงอาศัยความร่วมมือกับสถานีตำรวจ โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในปี 2559 ส่วนเรื่องการไกล่เกลี่ยได้พยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วม จากกฏหมายส่งเสริมการไกล่เกลี่ยชุมชม และเร่งรัดจัดตั้งศูนย์ยุติธรรม 1,556 แห่ง ภายในปี 2560 พร้อมทั้งจะจัดตั้งให้ครบในทุกตำบลและเทศบาลทั้ง 7,826 แห่ง เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกระทรวง

ในด้านความเหลื่อมล้ำ กรมบังคับคดีได้เร่งรัดในการแก้กฏหมายและกระตุ้นความสามารถในการแข่งขัน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดขั้นตอนการบังคับคดี และการแก้ไขหนี้ครัวเรือนของเกษตรกร ซึ่งหากทำสำเร็จจะเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี

สำหรับด้านนิติวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมาไม่มีทางที่ชัดเจนกว่า 10 ปี จึงได้มีการบูรณาการ และให้เป็นศูนย์กำหนดมาตรฐานของนิติวิทยาศาสตร์ เนื่องจากยังล้าหลังเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ดังนั้นหากออก พ.ร.บ.การดำเนินการในอนาคตจะก้าวไกล พร้อมทั้งจะมีการเร่งสร้างความเชื่อมั่นของกรมราชทัณฑ์ ที่ผ่านมาเกิดเรื่องเสื่อมเสียและบุคคลาการทำงานตรงข้ามกับงาน ซึ่งตนเองมั่นใจว่าภายในกรมราชทัณฑ์ในวันนี้ไม่มีโทรศัพท์มือถือและยาเสพติดภายในเรือนจำแล้ว และยังมีความสะอาดมากขึ้นด้วย รวมถึงมีการจัดระเบียบภายในเรือนจำและการควบคุมนักโทษจะมีการแบ่งกลุ่มประเภทอย่างชัดเจน

ในด้านการบูรณาการระบบกรมควบคุมความประพฤติได้ร่วมมือกระทรวงมหาดไทยในการจัดอาสาสมัคร และใช้เครื่องทางวิทยาศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์ และตนเองมีความห่วงใยในด้านยาเสพติด โดยได้ใช้ชุมชนเข้ามาแก้ไขปัญหา พร้อมนำภาคเอกชนทุกจังหวัดเข้ามาร่วมพัฒนาบุคคล ซึ่งที่ผ่านมางานป้องกันยาเสพติดมีตัวเลขที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จากสถิติมีการจับกุมผู้เสพติดลดลง ผู้เสพติดลดลง และการกระจายยาเสพติดในหมู่บ้านลดลง รวมถึงผลโพลยังมีความพึงพอใจมากขึ้น ซึ่งจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและต่างประเทศ

ส่วนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินั้น ที่ผ่านมาขาดการบูรณาการอย่างสิ้นเชิง และกระทรวงยุติธรมไม่มีหน่วยงานในด้านการปราบปรามการทุจริต เนื่องจากส่วนใหญ่มีแต่หน่วยงานที่เป็นองค์กรอิสระ ดังนั้นจึงเกิดการจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริต(ศอตช.) ขึ้น ซึ่งเป็นศูนย์ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนั้นยังมีการตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายประมาณภาครัฐ(คตร.) โดยภาครัฐและภาคเอกชนได้เข้ามาทำงาร่วมกันอย่างแท้จริงและถือเป็นนวัตกรรมใหม่

รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกลุ่มงานอาชญากรรมโดยมั่นใจว่า หลังจากนี้ดีเอสไอจะเป็นของประชาชน ซึ่งเจ้าหน้าที่เข้าใจว่าจะต้องทำงานเพื่อใคร และทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้

พร้อมกันนี้กระทรวงยุติธรรมได้มีการดูแลกฏหมายกว่า 420 ฉบับ ทั้งที่มีการประกาศใช้ไปแล้วและอยู่ระหว่างกำลังดำเนินการร่างกฏหมาย ซึ่งจะมีการควบคุมการทำงานด้านกฏหมายในอนาคตก่อนจะส่งมอบให้สภาขับเคลื่อการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท.ต่อไป รวมถึงการใช้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการปราบปราบเด็กแว๊นและสถานบันเทิงตามมาตรา 44 หากมีการฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่อยู่ในพื้นที่จะต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้ในด้านการแก้ไขปัญหาชายแดนภายใต้ในด้านกระบวนยุติธรรมได้ปรับการบูรณาการทำงานการเยียวและคดีความต่างๆ ภายใต้การจัดตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชนหมู่บ้าน