พักฐานต่อในกรอบจำกัด

พักฐานต่อในกรอบจำกัด

เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : พักฐานต่อในกรอบจำกัด

ตลาดไทยวันนี้ยังคงมีแนวโน้มพักฐานลงต่อเล็กน้อย โดยถึงแม้ว่ากลุ่มสื่อสารจะฟื้นตัวได้บ้างในช่วงท้ายตลาดของวันศุกร์แต่กลุ่มอื่นๆ เช่น แบงก์และพลังงานยังไม่ฟื้นตัวดีและขาดปัจจัยใหม่ๆมาสนับสนุน ประกอบกับนักลงทุนส่วนใหญ่หันมาถือเงินสดเพิ่มเพื่อรอความชัดเจนจากการประชุม ECB ในสัปดาห์นี้ว่าจะมีนโยบายหนุนเศรษฐกิจทางการเงินเพิ่มเติมหรือไม่ ส่วนความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยและความอ่อนแอของราคาน้ำมันและตลาดหุ้นจีนก็ยังคงกดดันตลาดอยู่ เน้นกลยุทธ์เล่นสั้นและ selective buy (เลือกเฉพาะตัว) บวกกับ defensive (ปลอดภัยไว้ก่อน)

แนวรับ/แนวต้าน : 1350/1380 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

กลยุทธ์ : เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ บวกกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

นักลงทุนระยะสั้น : ASEFA (6.5), BDMS (25.50)

ASEFA (6.5) ได้ประโยชน์จากการเติบโตของกำไรและรายได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส3 และไตรมาส4 ปีนี้ และได้ประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศและนโยบายการลงทุนของรัฐบาล ส่วนกำไรปีหน้ามีแนวโน้มโต ไม่ต่ำกว่า 20% yoy โดยจะขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและมีแรงหนุนจากงานรถไฟฟ้าสายสีม่วงประมาณ 200 ล้านบาท และงาน government data center ในระยะยาวอีกด้วย

BDMS (25.50) โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 20% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 20% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี

นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)

SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้มีเพียงตัวเดียวที่ราคายังถูกอยู่และเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC

CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL น่าจะอนุมัติเร็วๆนี้ (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ "สมคิด" เผยเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ปีหน้า รอประเมินผลรอบแรก พร้อมดึงเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ เจียดกำไร 1-2% ร่วมดันนโยบายประชารัฐสู่รากหญ้า หวังช่วยลดเหลื่อมล้ำ-สร้างปรองดอง ด้าน ตลท.หนุน หวังสร้างศักยภาพธุรกิจ ขณะหอการค้าหั่นคาดการณ์ จีดีพีในปี 2559 เหลือ 3% จากส่งออกร่วง

+ สถาบันยานยนต์คาดใน 3-5 ปี ไทยจะเริ่มผลิต รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ประเมินมาตรการส่งเสริมคลัสเตอร์ ค่ายรถชั้นนำจะลงทุนผลิตชิ้นส่วนไฮเทคเพิ่ม ขณะค่ายรถจีนจะเข้ามาตั้งฐานในไทย 2-3 ราย ด้านนักวิชาการชี้ไทยยังต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกมากรองรับ ขณะค่ารถรอประกาศมาตรการสนับสนุน

+ นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สมาชิกหอการค้าไทยมีเป้าหมายร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง โดยจะดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี 2563 จึงได้มีการลงนามปฏิญญาร่วม 5 ภูมิภาค ระหว่างหอการค้าภาคกลาง อีสาน ตะวันออก เหนือและใต้ผลักดันให้เศรษฐกิจในระยะสั้น กลาง ยาว ขยายตัว 4-5% ภายใต้ความร่วมมือของสมาชิกหอการค้าไทยและหอการค้าทุกภูมิภาค โดยเน้นการท่องเที่ยว ทุกภูมิภาค โดยเน้นการท่องเที่ยว ค้าชายแดน เกษตรแปรรูป และเชื่อมโยงกับการค้าการลงทุนในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

+ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม รุกเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทยผ่าน "โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด" คัดเลือก SMEs ชั้นดี 262 ราย เร่งต่อยอดพัฒนา ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภครองรับอาเซียน เน้น 3 กลุ่ม แฟชั่น อาหารและเกษตรแปรรูป และกลุ่มของใช้ตกแต่งบ้าน คาดกระตุ้นให้ SMEs ส่งออกปี 2558 ทะลุ 2 ล้านล้านบาท

ปัจจัยต่างประเทศ

- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,798.49 จุด ลดลง 14.90 จุด หรือ -0.08% 

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อวันศุกร์ (27 พ.ย.) โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหลังจากราคาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ ขณะที่วอลุ่มการซื้อขายมีอยู่เพียงบางเบา เนื่องจากตลาดทำการซื้อขายเพียงครึ่งวันในช่วงเทศกาลวันหยุดเนื่องในวันของคุณพระเจ้า

- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,375.15 จุด ลดลง 17.98 จุด หรือ -0.28%

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบเมื่อวันศุกร์ (27 พ.ย.) เนื่องจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ร่วงลง หลังจากมีรายงานว่าผลกำไรของบริษัทอุตสาหกรรมรายใหญ่ของจีนร่วงลงอย่างหนักในเดือนต.ค. นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากรายงานที่ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอังกฤษชะลอตัวลงในไตรมาส 3

- ดัชนีนิกเกอิปิดลดลง 60.47 จุด หรือ 0.30% แตะที่ 19,883.94 จุด

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดอ่อนแรงลงในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดัชนีเปิดตลาดปรับตัวขึ้น โดยมองว่าตลาดอยู่ในภาวะที่ร้อนแรงเกินไป ขณะที่ไม่มีปัจจัยชี้นำการซื้อขายใหม่ๆ

+ สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนม.ค.ร่วงลง 1.33 ดอลลาร์ หรือ 3.1% ปิดที่ 41.71 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อวันศุกร์ (27 พ.ย.) หลังจากมีรายงานว่า ผลกำไรของบริษัทอุตสาหกรรมรายใหญ่ของจีนร่วงลงอย่างหนักในเดือนต.ค. ซึ่งข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกังวลว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจะทำให้อุปสงค์พลังงานซบเซาลงด้วย นอกจากนี้ ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานพลังงานที่สูงเกินไป