มท.ปลุก'อปท.-กำนัน– ใหญ่บ้าน' หนุนนโยบายรัฐบาล

มท.ปลุก'อปท.-กำนัน– ใหญ่บ้าน' หนุนนโยบายรัฐบาล

"อนุพงษ์-สุธี"แจงนโยบายรัฐบาลให้"อปท.- กำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน"ในพื้นที่ 25 จังหวัด ปลุกร่วมลุยสางปัญหายาเสพติด สร้างปรองดองยุติแตกแยก

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในส่วนภูมิภาค ให้แก่ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ในพื้นที่ภาคกลางจำนวน 2,100 แห่งจาก 25 จังหวัด จำนวน 4,004 คน และกำนันทุกตำบลในพื้นที่ภาคกลาง 1,828 คน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ปทุมธานี จำนวน 407 คน พร้อมด้วยข้าราชการระดับสูงของกระทรวงหมาดไทย โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร็นซ์ถึงนายอำเภอ กำนันและผู้ใหญ่บ้านในทุกพื้นที่

โดยพล.อ.อนุพงษ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า แนวทางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล กรอบการทำงานของกระทรวงมหาดไทย เรามีกลไกที่สามารถยึดโยงไปถึงประชาชนในพื้นที่ได้ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ความมั่นคงท้องที่ และ 2.การพัฒนาที่ขึ้นอยู่กับอปท. โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เป็นกลไกด้านการสร้างความเจริญให้ประชาชน แล้วทุกคนทุกส่วนล้วนสำคัญ ไม่ว่าเป็นส่วนเล็กๆ ก็มีความสำคัญทั้งสิ้น เปรียบเหมือนผ้าผืนหนึ่งที่มีลวดลายเล็กๆอย่างสวยงาม ดังนั้นทุกส่วนก็เหมือนกับรอยเล็กๆนั้น ถ้าถามว่า มีตำหนิไหม ก็มีแต่ยังสวย แต่ถ้ามีตำหนิเยอะก็เริ่มไม่สวย ซึ่งความรับผิดชอบของท่านต้องมี ในการทำงานในปีใหม่นี้บทบาทภารกิจที่มีอยู่ ต้องมีส่วนเข้าไปรับผิดชอบทุกสิ่ง โดยผู้ว่าฯ นายอำเภอ เป็นผู้ดูแล ถ้าเขาไม่ดูแลก็โดนย้ายแน่ ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอไม่ดีไม่ดูแล ก็สั่งย้ายได้เลย เพราะรัฐบาลได้ทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว เช่น เรื่องปัญหาค้ามนุษย์ ปัญหายาเสพติด ปัญหาการค้าประเวณี ถ้ามีในพื้นที่ใด ทางนายกรัฐมนตรีก็มีสั่งการให้ย้ายตำรวจ โยกย้ายแล้วไม่มีการย้ายกลับ เป็นต้น

"ปัญหายาเสพติด แผ่นดินนี้จะดีขึ้นอยู่ที่มือของท่าน เหล่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ้าทุกคนขยับ ปัญหายาเสพติดไม่มีแน่นอน ปัญหามันเกิดจากความต้องการ เมื่อมีความต้องการเสพก็มีคนติดยา ดังนั้นเราต้องแก้ที่ความต้องการ คือ ต้องไม่ให้มีคนใช้ คนเสพ ต้องไปดูว่า ครอบครัวสามารถดูแลลูกได้หรือไม่ ต้องดูสถาบันศึกษา และต้องไม่ให้มีคนขาย 2 ส่วนนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ท่านต้องเข้าไปช่วย เพราะรู้เรื่องในพื้นที่ดี ถ้าไม่ทำไม่มีทางสำเร็จต่อให้ตั้งหน่วยอื่นเข้าไปทำ เช่น ทหาร ตำรวจ ผมว่าไม่สำเร็จถ้ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ลงมือทำ แล้วจะมาบอกว่า ไม่รู้ก็ไม่ได้ ถ้าตาสีตาสา ยายมาในหมู่บ้านบอกว่า รู้ แต่ถ้าท่านบอกไม่รู้คงไม่ได้ เรื่องนี้เราจะหาวิธีการประเมินในครั้งต่อไป เพราะผู้ว่าฯ นายอำเภอเขาถูกประเมินในเรื่องนี้แล้ว ขอเถอะให้ไปทำอย่างจริงจัง เรื่องอื่นๆไม่ต้องมาคิด เช่นจะมีการยุบกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือไม่ รัฐบาลชุดนี้กับผมอยู่ทำงานในเรื่องนี้อีกปีเศษๆ ไม่มีส่วนได้เสีย เรื่องคิดจะยุบกำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่มี หรือรัฐธรรมนูญที่กำลังมีขึ้นก็คงไม่มีเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ขอยืนยันว่า จะไม่มีใครสามารถมายุบกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ ไม่มีการยุบใดๆ เกิดขึ้น อยากฝากให้ทุกท่านช่วยกันดูแล ไม่มีใครทำได้นอกจากพวกท่านและกระทรวงมหาดไทย หากท่านไม่เกี่ยวก็ต้องหันไปดูลูกบ้าน ท่านเลือกได้ว่าจะให้ประเทศชาติเราเจริญหรืออยู่แบบนี้ต่อไป" รมว.มหาดไทย กล่าว  

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องโครงการมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้าน) ถ้าทำแล้วมันต้องมีปัญหา ก็ไม่พ้นที่กำนันผู้ใหญ่บ้านที่จะต้องเป็นคนเข้าไปดูแลเช่นกัน แล้ววาระแห่งชาติที่อยากฝาก คือ เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ บ้านเราถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ รับรองว่า จะเป็นประเทศที่ล้มเหลวทันที ด้วยนิสัยของคนไทยเอง ขนาดสีหนึ่งยังมีหลายพวก เรามีจิตยึดโยงอยู่ที่เดียวคือ พระมหากษัตริย์ ท่านรักทุกคนถึงแม้จะเป็นคนดีหรือไม่ดี อยากให้ทุกคนเทิดทูนสถาบัน เช่น การนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของท่านนำไปสู่ประชาชนให้มีการน้อมนำไปใช้ แล้วอยู่กันแบบพอเพียงพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยปกป้องสถาบัน อย่าให้ใครมากล่าวร้าย อย่างไรก็ดีภายใต้ความเจริญ หากไม่หันไปพึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เราก็อาจล้มเหลว ดังนั้นต้องช่วยกันปกป้องสถาบัน นำสิ่งที่ดีไปถ่ายทอดให้กันต่อไป 

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องของความปรองดอง ถ้าประเทศชาติใดตีกันเอง ประเทศนั้น ไม่มีความเจริญ มีแต่จะต้องลี้ภัย เราต้องนำสิ่งเหล่านี้เล่าให้ประชาชนในพื้นที่ฟัง คุณจะชอบสีไรก็ชอบได้ แต่อย่ารวมคนแล้วพาคนไปตีกันเพื่อประโยชน์ของใคร จะอ้างประชาธิปไตยอย่างเดียวไม่ได้ ประชาธิปไตยดี แต่ปฏิวัติไม่ดี แต่ที่รัฐบาลยุค คสช. ต้องเข้ามา เพราะคนชุมนุมตีกัน งั้นหยุดก่อน แล้วมาเดินประเทศกันใหม่ จะเห็นว่าทุกพวกมีอาวุธ ถ้ายิงกันเมื่อไหร่ก็หยุดไม่ลง ถ้าถามว่าเราจะปรองดองอย่างไรคือ ชอบในสิ่งที่เราชอบได้ แต่อย่าเอาไปทำให้เป็นความขัดแย้ง ถ้าจะให้เป็นประชาธิปไตยจริงคือ คนต้องไม่ตีกัน อย่าอ้างประชาธิปไตยอย่างเดียว แต่กลไกข้างล่างไม่ทำอะไรเลย เราในฐานะนักปกครองอย่าไปยุ่งเกี่ยว อย่าไปมีส่วนร่วมในการนำคนไปตีกัน แต่ให้ใช้อำนาจหน้าที่ในการดูแล  

"ประเทศเราไม่เคยมีปัญหาเรื่องของเชื้อชาติ เรื่องศาสนา ใครมีเชื้อชาติอะไรก็ได้ นับถือศาสนาใดก็ได้ แต่ในเรื่องของคนไทยเราชอบเรื่องสี มีสามสี ไม่ว่า จะสีเหลือง สีแดง หรือสีธงชาติ อย่าเอาประเทศไทยไปสู่กาลียุคให้คนในชาติตีกัน ชอบคนละสีได้ไม่เป็นไร แต่อย่าตีกัน แค่นั้นเป็นพอ"พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวและว่า

สำหรับเรื่องปัญหาขยะ อยากให้ลองดูประเทศที่เขาเจริญแล้ว ตนสนับสนุนให้มีการไปดูงานในต่างประเทศ ให้ไปดูว่า ประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาทำกันอย่างไร เช่น ประเทศสิงคโปร์ เกาหลี เป็นต้น  

ด้านนายสุธี กล่าวว่า ในปี 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้มอบนโยบายและจัดเป็นระเบียบวาระแห่งชาติเรื่องความปลอดภัยทางท้องถนน เราจะดำเนินการทั้งปี ขอความร่วมมือจากท้องถิ่นทุกรูปแบบ ได้ให้การสนับสนุนการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานฝ่ายความมั่นคง ภาคเอกชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ เพื่อรณรงค์การลดอุบัติเหตุต่อเนื่องทั้งปี ดังนั้นเพื่อเสริมการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับจังหวัด ทางพล.อ.อนุพงษ์ ได้รับนโยบายมอบกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานหลักในการดูแล ต้องแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ หวังว่าปีหน้าจะเป็นปีทองของการลดอุบัติเหตุ ถ้าเรามีการสร้างความเข้าใจในพื้นพี่ ท้องถิ่นท้องที่ต้องมีส่วนร่วมในการร่วมมือกัน ขอให้ร่วมมือกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเชิงบูรณาการทั้ง 74,500 หมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น จากที่เราเคยติดอันดับ 1 ใน 5 เรื่องอุบัติเหตุ แต่ตอนนี้เราอยู่อันดับที่ 20 กว่า เพราะเราร่วมมือกัน ทำให้ลดการสูญเสียได้  

รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ในการบริหารจัดการของท้องถิ่นนั้น หลักธรรมาภิบาลมีความจำเป็นสำหรับองค์กรท้องถิ่นและกระทรวงมหาดไทย เราไม่อยากเห็นการปรากฏในสื่อที่เราถูกตั้งกรรมการสอบทางวินัย ทางอาญาและทางแพ่ง เวลานี้เราต้องยึดหลักธรรมาภิบาลมากกว่าปกติ ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัวจะลดปัญหาได้มาก ขณะนี้หน่วยงานที่ตรวจสอบเรื่องนี้มีมาก ต้องยอมรับว่า หน่วยงานที่ตรวสอบเรา เขาก็ทำตามระเบียบ ถ้าเรามีจุดอ่อนเขาก็ตรวจสอบ ถ้าเขาไม่ทำก็เท่ากับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยต้องยึดหลักธรรมาภิบาล ดังนี้  

1.หลักนิติธรรม ถ้าเราไม่มีเลยย่อมเกิดปัญหา ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานท้องถิ่น 2.หลักคุณธรรม เราต้องดูว่า การบริหารงานเราใช้หลักคุณธรรมมากน้อยแค่ไหน 3.หลักความรับผิดชอบ มีระเบียบการปฏิบัติระบุไว้แล้วว่าแต่ละคนมีหน้าที่อย่างไร เพียงแต่เราต้องทบทวนว่าหลักความรับผิดชอบของเราเป็นอย่างไร 4.หลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เช่น ถ้าเราร่วมกับประชาชนในท้องที่ ปราชญ์ชาวบ้าน ภาคประชาสังคม เราจะเห็นว่าเราจะทำงานด้วยความราบเรียบมีการรับฟังของทุกภาคส่วน ถ้าเราสามารถร่วมมือกับภาคเอกชน หอการค้า หรือเอ็นจีโอในพื้นที่ได้ ความเรียบร้อยจะเกิดขึ้นในพื้นที่ อยู่ที่ประสิทธิภาพของผู้บริหารและข้าราชการ พนักงานท้องถิ่นทุกคน 5.ความโปร่งใส เราทราบดีว่าความโปร่งใส เราต้องแก้ไขในเชิงบริหารอย่างไร ซึ่งถือเป็นนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยด้วย ตนอยากเห็นท้องถิ่นที่เป็นตัวอย่างแก่ประชาชน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ได้ อยู่ที่เราเลือกปฏิบบัติว่าจะแก้ไขอย่างไร  

รมช.มหาดไทย กล่าวว่า และหลักที่ 6.ความคุ้มค่าในการพัฒนาในพื้นที่ท้องถิ่น เรานึกถึงหลักความคุมค่าของเม็ดเงินที่ลงไปหรือไม่ ตนอยากขอร้องว่า เม็ดเงินที่ลงไปในท้องถิ่นนั้น เป็นเงินภาษีของประชาชนคนไทยที่เขาเสียภาษีเข้ามา ดังนั้นการบริหารตรงนี้ ต้องให้เกิดความคุ้มค่า ตนไม่อยากให้คิดว่า เงินนี้เป็นเงินของท้องถิ่น อยากให้นำเม็ดเงินนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รมช.มหาดไทย กล่าวว่า สำหรับปัญหาภัยแล้ง ในเขตพื้นที่ภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 22 จังหวัด มีผลกระทบภัยแล้งค่อนข้างมาก ปริมาณน้ำในสี่เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย ขอให้ช่วยกันดูแลการใช้น้ำ เพราะเราต้องใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค และใช้ในการเกษตร ไปจนถึงปีหน้า ขอให้ท้องถิ่นช่วยกันดูแล เช่น บางพื้นที่ที่เราลงไปขอความร่วมมือ ขอให้ช่วยสนับสนุนและให้ความร่วมมือ เราไม่อย่าเห็นปัญหาที่จะตามมา นอกจากนี้ระยะนี้จะเข้าสู่ช่วงการท่องเที่ยว ขอให้ดูแลพื้นที่ ดังนี้ 1.ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2.การรักษาความสะอาด 3.ช่วยสนับสนุนการทำงานของฝ่ายความมั่นคง จุดไหนที่เสี่ยงหรือมีข้อห่วงใย ขอให้แจ้งเพื่อที่จะได้จัดทีมงานเข้าไปดูแล 4.ความปลอดภัย ต้องเป็นหูเป็นตาในทุกเรื่อง งานการข่าวต้องมี และนำมาเสนอผู้บริหาร เพื่อจะได้ช่วยกันแก้ปัญหาต่อไป ถ้าเกิดปัญหา ประเทศไทยก็เสีย และ 5.ส้วมสาธารณะ ให้ดูแลเรื่องความสะอาด นายกฯ อยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยหรือเซฟตี้ไทยแลนด์