เตือนกก.ร่างรธน.อย่าเปิดแต่หลักการ เร่งออกรายมาตรา

เตือนกก.ร่างรธน.อย่าเปิดแต่หลักการ เร่งออกรายมาตรา

"อภิสิทธิ์" เตือน กก.ร่างรธน. อย่าเปิดแต่หลักการ เร่งออกรายมาตรา เปิดโอกาสทุกฝ่ายดูถ้อยคำ หวังไม่กลับไปสร้างปัญหาซ้ำรอยชุดบวรศักดิ์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ว่า ทางกรรมการมีการกำหนดหลักการไว้หมดแล้ว ในภาพรวมส่วนใหญ่คิดว่าทำความเข้าใจชัดเจนพอสมควรซึ่งก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่จากนี้ไปการลงถ้อยคำเป็นบทบัญญัติมีความสำคัญเพราะทุกถ้อยคำในรัฐธรรมนูญจะถูกตีความต่อไปในอนาคต ดังนั้นขั้นตอนต่อไปจึงต้องเร่งทำให้เกิดความชัดเจนในบทบัญญัติต่างๆ เพราะการให้ความเห็นหากยังไม่เห็นเนื้อหาในมาตราอาจจะคลาดเคลื่อนไปได้ โดยในขณะนี้ประเด็นหลักก็ครอบคลุมแล้วจึงน่าจะเร่งรัดนำตัวมาตราต่างๆ ออกมาให้ประชาชนได้เห็น 

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงแนวทางการถอดถอนที่กรรมการจะตัดอำนาจส.ว.แล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่แทนว่า แนวคิดที่จะไม่ให้ส.ว.ที่ไม่มาจากการเลือกตั้งทำเรื่องนี้ก็คงต้องให้อำนาจหน้าที่กับที่มามีความสอดคล้องกัน ถือเป็นช่องทางหนึ่งเพราะถ้าส.ว.ไม่ทำก็ต้องหาองค์กรอื่นที่ไม่ใช่ ป.ป.ช.มาทำ และไม่ควรเป็นองค์กรเดียวกับที่พิจารณาคดีอาญา อาจเป็นไปได้ว่ามองว่าศาลรัฐธรรมนูญใกล้เคียงสุด อย่างไรก็ตามต้องมีการถ่วงดุลอำนาจโดยสร้างกระบวนการที่จะถอดถอนองค์กรอิสระและการตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ตกผลึกว่าจะให้มีการอุทธรณ์คดีทุจริตที่ตัดสินโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผ่านที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือจะให้มีการตั้งองค์คณะพิจารณาคดีใหม่เหมือนร่างรัฐธรรมนูญที่ชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ออกแบบไว้นั้น ตนคิดว่าของเดิมชัดเจนอยู่แล้วคือยึดหลักสากลไม่สิ้นสุดที่การตัดสินครั้งเดียว อุทธรณ์หรือฎีกาได้ โดยการใช้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็ชัดเจนว่าเป็นองค์กรที่เหนือกว่าองค์คณะที่ตัดสินเนื่องจากองค์คณะมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่ถ้ากลับไปเหมือนร่างของนายบวรศักดิ์ ก็จะกลายเป็นว่าศาลชั้นเดียวกันมาพิจารณาเรื่องเดียวกัน

ส่วนกรณีที่ 10 ข้อเสนอของคสช.ที่ทำถึงกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่มีเรื่องปรองดองเลยนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คสช.อาจมองว่าเครื่องมือไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญอย่างเดียวแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีเรื่อง นี้เนื่องจากมีการเขียนกรอบไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 สำหรับที่พูดกันว่าจำเป็นต้องมีกลไกขึ้นมาในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นต้องดูว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร ขอบเขตอำนาจแค่ไหน ระยะเวลานานเท่าใด จึงจะให้ความเห็นได้ แต่ไม่ควรเป็นรูปแบบเหมือน คปป.ของชุดนายบวรศักดิ์ เพราะครอบคลุมทุกเรื่องไม่มีขอบเขตและไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลย์เลย