'เครื่องสำอาง'เร่งสยายปีกรุกออนไลน์ขยายฐานภูธร

'เครื่องสำอาง'เร่งสยายปีกรุกออนไลน์ขยายฐานภูธร

ไลฟ์สไตล์การบริโภคของคนรุ่นใหม่สร้าง "โอกาส" ทางการตลาดให้สินค้าและบริการหลายแขนง

ท่ามกลาง "คู่แข่ง" ทั้งไทยและต่างชาติที่ดาหน้าขยายฐานธุรกิจช่วงชิงยอดขายด้วยเช่นกัน ขณะที่โลกการค้ายุคใหม่ นอกเหนือจากช่องทางการขายแบบดั้งเดิมที่มีเพียง "หน้าร้าน" หรือ "เคาน์เตอร์จำหน่าย" ช่องทางขายออนไลน์ เป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

ธัญสินี ลิ้มศิริโพธิ์ทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เด็กหลังห้อง จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องสำอาง แบรนด์ “ทู คูล ฟอร์ สคูล” จากเกาหลี กล่าวถึงแผนธุรกิจปีนี้ว่าจะมุ่งขยายตลาดย่านปริมณฑลมากขึ้น ในช่วงไตรมาส 2 เตรียมเปิดร้าน 3-4 แห่ง ลงทุน 8-10 ล้านบาท ในรูปแบบสแตนอะโลน ขนาดพื้นที่เฉลี่ย 30-45 ตร.ม. ต่อสาขา จากปัจจุบันมีสาขาให้บริการ 10 แห่ง เป็นร้านแฟลกชิพสโตร์ 2 แห่ง ได้แก่ สยามสแควร์วัน และ เมกาบางนา อีก 8 สาขา เป็นเคาเตอร์แบรนด์ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล

พร้อมกันนี้ได้เริ่มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ การทำกิจกรรมและสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ผ่านร้านป๊อบอัพ สโตร์ ย่านอาคารสำนักงาน มหาวิทยาลัย ปัจจุบันมีฐานลูกค้า 1,000-1,500 ราย ปีนี้คาดเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นราย ขณะที่มีแฟนเพจ กว่า 5 หมื่้นราย

"ทู คูล ฟอร์ สคูล แจ้งเกิดและสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ผ่านบล็อกเกอร์ รีวิวการแต่งหน้า เป็นวิธีที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด"

ปัจจุบัน มีสินค้าทำตลาดกว่า 250 รายการ มีแผนนำเข้าสินค้าใหม่เดือนละ 3-5 รายการ ลูกค้าเป้าหมายหลักเจาะกลุ่มเริ่มทำงาน ถึงอายุ 30 ปี วางโครงสร้างราคาสินค้า 150 - 2,200 บาท

หวัง5ปี'ท็อปเทน'แบรนด์เกาหลี

ปัจจุบันคาดว่ามีแบรนด์เครื่องสำอางเกาหลีในไทยไม่น้อยกว่า 50 แบรนด์ โดยบริษัทตั้งเป้าหมาย 3-5 ปีข้างหน้า ทู คูล ฟอร์ สคูล ติดอันดับ 1 ใน 10 ของแบรนด์เครื่องสำอางเกาหลีที่ได้รับความนิยมในไทย

"ท่ามกลางเครื่องสำอางแบรนด์ใหม่เข้ามาตีตลาด คุณภาพ ราคา แหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ตลอดจนการให้บริการของพนักงานภายในร้าน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจและเป็นทางเลือกแบรนด์ใหม่ให้แก่ลูกค้า ดังนั้นผู้ประกบอการจึงต้องสร้างการบริการและประสบการณืที่ดี เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการกับทางแบรนด์"

ทั้งนี้ ภาพรวมของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในไทยปีที่ผ่านมา ยังคงมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยกดดันในการดำเนินงาน โดยเป็นผลมาจากการใส่ใจและให้ความสำคัญเรื่องความสวยงาม และการดูแลภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับสัดส่วนรายได้จากสินค้าแบรนด์ “ทู คูล ฟอร์ สคูล” มาจากกลุ่มเครื่องสำอาง 50-60% สกินแคร์ 30% และอื่นๆ เช่น อุปกรณ์การแต่งหน้า และขนตาปลอม กว่า 10%

'เอ็มทีไอ'เพิ่มสินค้าใหม่

พรรณอร แสงอาทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมคอัพเทคนิคอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือเอ็มทีไอ ผู้จัดจำหน่ายเครื่องสำอางเอ็มทีไอและโรงเรียนสอนการแต่งหน้า ในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดสินค้าความงาม โดยเฉพาะเครื่องสำอางยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากมูลค่าตลาดรวมเครื่องสำอางในปัจจุบันกว่า 1 แสนล้านบาท

"ผู้หญิงในยุคปัจจุบันรักสวยรักงามมากขึ้น ใส่ใจในเรื่องภาพลักษณ์ รวมถึงเด็ก หรือวัยรุ่นในยุคนี้ ได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องความงามผ่านโฆษณาต่างๆมากขึ้น และเรียนรู้เร็วกว่าวัยรุ่นในอดีต จึงทำให้กลุ่มธุรกิจด้านความงามเติบโตขึ้นตามความต้องการแต่งหน้า ดูแล และรักษาผิว"

ทั้งนี้ จากปัจจัยการเปิดตัวของแบรนด์เครื่องสำอางใหม่ๆ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว ส่งผลให้การแข่งขันของตลาดเครื่องสำอางในปีที่ผ่านมาค่อนข้างดุเดือด โดยบางแบรนด์ก็มียอดขายทรงตัว จนถึงชะลอตัวกว่าในปี 2556

สำหรับภาพรวมของโรงเรียนสอนแต่งหน้า “เมคอัพเทคนิคอินเตอร์เนชั่นแนล” คาดมีผู้เรียนเพิ่มขึ้นกว่า 20% ต่อปี

ขณะที่ธุรกิจเครื่องสำอางจะมีการขยายตลาดใหม่ในต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างการเจรจาพันธมิตรที่สนใจขอเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า จากปัจจุบันทำตลาดในออสเตรเลีย ปากีสถาน อินเดีย กัมพูชา บังคลาเทศ ลาว และสิงคโปร์ ส่วนในไทย มีตัวแทนจำหน่าย 180 ราย ทั้งนี้ ยังมีแผนเพิ่มสินค้าเครื่องสำอางให้มีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่มีจำนวนสินค้า กว่า 500 รายการ

'เมย์เบลลีน'ชูแบรนด์อินเตอร์

เสาวนีย์ วงษ์สมพิพัฒน์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เมย์เบลลีน นิวยอร์ก บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเครื่องสำอางเมย์เบลลีน กล่าวถึงภาพรวมของตลาดเครื่องสำอางในปีนี้ ว่ายังคงเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการใช้เครื่องสำอางของผู้บริโภค รวมถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่มีทิศทางดีขึ้น จึงคาดว่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจโดยรวม

"แบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาตีตลาดมากขึ้น จากที่ผ่านมา แบรนด์เครื่องสำอางจากเกาหลี และญี่ปุ่นได้เข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดเครื่องสำอางไทยไปค่อนข้างมาก"

สำหรับแนวทางกลยุทธ์การตลาดและประชาสัมพันธ์ในปีนี้ จะมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้แบรนด์ “เมย์เบลลีน” ซึ่งเป็นแบรนด์อินเตอร์ ให้เข้าถึงผู้หญิงไทยมากขึ้น ผ่านกิจกรรมทางการตลาดครบวงจร โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะนี้มีแฟนเพจกว่า 4 แสนคน

ในปีนี้มีแผนเพิ่มสินค้าเครื่องสำอางหลากหลาย รวมไม่ต่ำกว่า 100 รายการ จาก 400 รายการในปัจจุบัน โดยกลุ่มสินค้าที่ขายดี ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับหน้า และตา