'ปีติพงศ์'เล็งอัดฉีดอีก5หมื่นล.อุ้มปัจจัยผลิต

'ปีติพงศ์'เล็งอัดฉีดอีก5หมื่นล.อุ้มปัจจัยผลิต

"ปีติพงศ์"เร่งสศก.ประเมินผลมาตรการกระตุ้นศก.ด้านเกษตรก่อนเดินหน้ามาตรการระยะ3 ซื้อปัจจัยการผลิตวงเงิน5หมื่นล.

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การแจกคูปองช่วยเหลือปัจจัยทางการเกษตร เป็นแนวความคิดที่จะดำเนินการในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 3 วงเงิน 50,000 ล้านบาท หรือต่อเนื่องจากมาตรการ 1 หรือการแจกเงินช่วยเหลือชาวนาและชาวสวนยาง รายละ 1,000 บาท ไม่เกิน รายละ15 ไร่ และมาตรการระยะที่ 2 การสนับสนุนเงินให้กับชุมชนที่ประสบภัยแล้งซ้ำซาก 3,000 ล้านบาทที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว

ในส่วนของมาตรระยะที่ 3 นี้ เป็นแนวคิดกว้างๆ ที่จะหยิบมาใช้หาก 2 มาตรการแรกใช้ไม่ได้ผล แต่แนวคิดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นว่า ถ้าสามารถรวมชาวบ้านที่เป็นผู้ผลิตให้เป็นหน่วยใหญ่ๆ 100 ครัวเรือนขึ้นไป จะเป็นการช่วยเหลือได้อย่างเข้าถึงมากที่สุด ซึ่งตรงกับแนวคิดของกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ วิธีช่วยเหลือในมาตรการนี้ จะเป็นการช่วยเหลือการจัดหาปัจจัยการผลิตร่วมกันหรือใช้เครื่องจักรเครื่องมือร่วมกัน ในกรณีนี้ความคิดของกระทรวงเกษตรฯเห็นว่าปัจจัยการผลิตต่างๆ ก็ไม่ควรให้รัฐจัดหาให้ เกษตรกรกลุ่มนี้ควรร่วมมือกันจัดหาเอาเอง

"รัฐจะช่วยเหลือผ่านธกส.ที่จะไป certify ร้านค้าต่างๆ ไว้ว่าไม่ให้ร้านเอาวัสดุเฮงซวยมาขายชาวบ้าน แล้วการให้อุดหนุน ก็ให้เป็นคูปองในการไปแลกของมา ซึ่งคูปองมันดีสองอย่าง คือ มันไม่เป็นเงินสด มันไม่รั่วไหลตอนต้น และการจ่ายเงิน ถ้ารัฐบาลไม่มีสตางค์ก็เลื่อนเวลาหนี้ไปได้อีกด้วยการผ่านสถาบันการเงินที่เข้ามาช่วยรัฐบาล เวลาชำระหนี้ให้ร้านค้าที่มาขึ้นคูปอง นี่คือแนวคิด ส่วนการจะฮั้วอะไรกันก็ค่อยจัดการ" นายปีติพงศ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามถ้าเศรษฐกิจกระเตื้องได้ก็ไม่ต้องใช้มาตรการนี้ โดยต้องดูการใช้จ่ายในชนบท หากมาตรการกระตุ้นที่ลงไปไม่ได้ผลมันจะซึมยาว เพราะการลงทุนโดยเอกชนมันใช้เวลาเป็นปี การจะทำให้กระตุ้นเร็วอย่างสหรัฐอเมริกาใช้ QE ในขณะที่ไทยงบประมาณไม่พอดังนั้นจึงต้องเอาเงินอัดไปโดยตรง แต่ว่าอาจต้องผ่อนส่งไประยะหนึ่ง และต้องจำกัดวิธีการให้อยู่ในระบบ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสรีภาพในการรวมกลุ่มจัดซื้อจัดหา รัฐก็ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องพวกนี้ที่ อาจจะทำให้เกิดขบวนการทุจริต

ทั้งนี้ได้สั่งการให้สศก.ประเมินผลในมาตรการกระตุ้นต่างๆ ไปแล้วเพราะมีการจ่ายเงินไปกว่า90% แล้วคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้. แต่ต้องดูเศรษฐกิจโลกด้วย อย่างราคาน้ำมัน มันจะกระทบ ไทยยังไงต้องตาม คือมีผลกับราคาปัจจัยการผลิตแค่ไหน ตอนนี้มันยังลดไม่มากพอ และการใช้จ่ายภาคประชาชน มันชัดเจนว่าต่ำอยู่ในชนบท ชาวบ้านเขาไม่ค่อยมีเงินออม เขาได้เงินไปก็ใช้ ไม่เหมือนพวกคนในเมืองที่อาจจะออมส่วนหนึ่ง เผื่อไว้ลงทุน

หากใน 1-2 เดือนนี้เศรษฐกิจไม่กระเตื้องขึ้นและเป็นฤดูแล้ง ก็ต้องเตรียมมาตรการที่ทำให้ผงกหัวขึ้นให้ได้ ควรจะดูถึงไตรมาสแรกจบไป ช่วงมี.ค.- เม.ย. นอกจากนี้จะต้องดูภาวะการเงินของรัฐบาล เองด้วย โดยมาตรการกระตุ้นทั้งหมดในระบบที่ช่วยไปวงเงินจะต้องไม่เกิน 1 แสนล้านบาท

"เรื่องการลดราคาปัจจัยผลิต เราไม่มีกฎหมายจะไปบังคับ เราได้แต่คุยกับกระทรวงพาณิชย์แล้วและให้เกษตรกรใช้วัสดุทดแทนต่างๆ นี่คือสิ่งที่เราทำได้ และใช้กระบวนการผลิตที่ใช้วัสดุให้น้อยที่สุด กระทรวงเกษตรฯทำได้ก็แค่นั้น แต่เรื่องอัตราระดับราคา ต้องให้กระทรวงพาณิชย์ดูแล" นายปีติพงศ์ กล่าว