'สมบัติ'ชี้จุดเสี่ยงเลือกต้ังสส.ผสมกลับวังวนเดิม

'สมบัติ'ชี้จุดเสี่ยงเลือกต้ังสส.ผสมกลับวังวนเดิม

"สมบัติ"ชี้จุดเสี่ยงเลือกต้ังส.ส.ผสมกลับวังวนเดิม เผยรัฐบาลหลังรธน.ใหม่คล้าย"อัมโน"มาเลย์ เชื่ออยู่ยาวถ้าไม่โ

เมื่อวานนี้ (30 ม.ค.) ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีนิด้า และประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "ทิศทางและอนาคตการเมืองไทย" ว่า สภาพปัญหาของระบบรัฐสภาในปัจจุบัน คือ 1.รัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดมีอำนาจเหนือท้ังฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ สามารถบงการฝ่ายนิติบัญญัติเสียงข้างมากได้

2.อำนาจการตรวจสอบอ่อนแอ การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่เป็นผล การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ประพฤติมิชอบก็ทำไม่สำเร็จ ต้ังแต่รัฐธรรมนูญปี 40 เราไม่สามารถถอดถอนนักการเมืองได้สำเร็จ ทำให้นักการเมืองเหิมเกริม 3.กรณีที่ ส.ส.เสียงข้างมากมาจากการซื้อเสียงและเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้นายกฯ ต้องดูแล ส.ส. เกิดเป็นระบบอุปถัมภ์ โดยใช้วิธีการจัดสรรงบประมาณลงจังหวัดทำให้เกิดการทุจริตอย่างกว้างขวาง งบประมาณที่ใช้เป็นงบลงทุน จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.การทุจริตรุนแรงยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น ทำให้เกิดสภาพรวยกระจุก จนกระจาย คนรวยย่ิงรวยขึ้น และคนจนยิ่งจนลง และ 5.ฝ่ายนิติบัญญัติมีบทบาทน้อย เพราะกฎหมาายการเงินต้องเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ถ้า ส.ส.จะเสนอต้องให้นายกรัฐมนตรีรับรอง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลมีเพียงหน้าที่สนับสนุน ประกอบกับบทบาทการตรวจสอบโดยฝ่ายค้านก็ไม่เป็นผล บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ จึงไม่สามารถถ่วงดุลกับฝ่ายบริหารได้

ผมจึงเสนอให้มีการประยุกต์หลักการแบ่งแยกอำนาจ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แบ่งอำนาจออกเป็น 4 อำนาจ ดังนี้ อำนาจบริหาร คือ คณะรัฐมตรี องค์กรอิสระ อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยให้ประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเลือกบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งในแต่ละอำนาจโดยตรง

"พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข โดยใช้พระราชอำนาจนิติบัญญัติผ่านรัฐสภาอำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมตรี และอำนาจตุลาการผ่านศาล การเข้าสู่ตำแหน่งสูงสุดของแต่ละฝ่ายต้องได้การโปรดเกล้าฯ"

โดยฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารอย่างเดียว ไม่มีหน้าที่นิติบัญญัติ ไม่มีอำนาจยุบสภา ทำให้ไม่มีอำนาจเหนือสภา ฝ่ายบริหารตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านคณะกรรมาธิการตรวจสอบจริยธรรมพรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจเสนอกฎหมายทุกประเภทรวมท้ังกฎหมายการเงิน สภาไม่มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่มีอำนาจตรวจสอบการประพฤติมิชอบของฝ่ายบริหาร และมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลการเมือง วุฒิสภา มีอำนาจกลั่นกรองกฎหมาย เลือกต้ังกรรมการองค์กรอิสระ และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ตั้งกระทู้ถามและยื่นญัตติ

ข้อดีของการประยุกต์หลักการแบ่งแยกอำนาจ ดังนี้ 1.ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติบุคคลที่สมัครเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีและนโยบายก่อนการเลือกต้ัง 2.พรรคการเมืองต้องคัดเลือกคนดีเสนอใหห้ประชาชนพิจารณาเพื่อให้มีโอกาสชนะการเลือกต้ัง 3.ฝ่ายบริหารทำนห้าที่บริหารอย่างเดียวไม่ต้องทำหน้าที่นิติบัญญัติในสภา ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถทุ่มเวลาในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่

4.ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพ โดยรัฐบาลมีเสถียรภาพทำให้มีโอกาสแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพเพราะไม่มีการยุบสภา และบุคคลในฝ่ายใดประพฤติมิชอบถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง 5.ฝ่ายรัฐบาลไม่จำเป็นต้องตอบแทน ส.ส. จีงไม่จำเป็นต้องจัดสรรรงบประมานเพื่อตอบแทนกันและกัน และ 6.การถ่วงดุลอำนาจมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ข้อเสนอการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ให้มีการเลือกต้ังแบบสัดส่วนผสม มีจุดเสี่ยง ดังนี้ 1.ถ้าไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก จะเกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอไม่มีเสถียรภาพ 2.ถ้าพรรคแกนนำมีเสียงเกินครึ่ง การจัดต้ังรัฐบาลผสมเสียงข้างมากเด็ดขาด จะทำให้เกิดเผด็จการจากการเลือกต้ัง รัฐบาลบงการได้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

"อย่างรัฐบาลสมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จะเป็นพรรคแกนนำ แต่เสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีอำนาจที่เด็ดขาด เนื่องจากพรรคการเมืองอื่นที่ร่วมรัฐบาล เกิดการต่อรอง ขณะที่พรรครัฐบาลที่มีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ดูได้จากรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง"

3.พรรคใหญ่จะใช้กลยุทธ์ให้ผู้มีชื่อเสียงของพรรคสมัครอิสระ (ถ้าสมัครอิสระได้) หรือต้ังพรรคสาขา 4.นายทุนพรรคจะทุ่มซื้อเสียงคะแนนของพรรค เพื่อให้คะนนพรรคเกิน 50% และมีสิทธิ์เด็ดขาดในการจัดต้ังรรัฐบาล โอกาสเกินแบบนี้มากที่สุด

สำหรับจุดเสี่ยงในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 1.การรถอดถอนที่กำหนดให้ส.ส.และส.ว. จำนวน 650 เสียง เป็นผู้ตัดสินโดยใช้เสียงข้างมาก ถ้าพรรคแกนนำรัฐบาลผสมจัดต้ังพรรคโดยมี ส.ส. สนับสนุนเกิน 330 เสียง การถอดถอนจะไม่มีโอกาสสำเร็จ 2.เมื่อการถอดถอนผู้ประพฤติมิชอบไม่สามารถกระทำได้การทุจริตจะยิ่งมากขึ้น

นายสมบัติ กล่าวว่า หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และมีการเลือกต้ัง โอกาสที่จะมีกลุ่มการเมืองพรรคเดียว คล้ายกับอัมมโน รัฐบาลของประเทศมาเลเซีย โดยมีพรรคที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งมาร่วม และมีพรรคร่วมอีก 3 - 4 พรรคมาเป็นรัฐบาล ซึ่งมีแนวโน้มที่จะผูกขาดเป็นรัฐบาลระยะยาวนานนพอสมควร หากไม่มีการทุจริตและบริหารงานดี แต่ถ้ามีการทุจริต มีการโกง ประชาชนก็จะออกมาคัดค้าน ประเทศชาติก็จะจมปักกับความขัดแย้งเหมือนเดิม

"ตอนนี้ให้ไปดูฐานเสียงแต่ละพื้นที่และแต่ละภาค ว่า พรรคไหนมีฐานเสียงพื้นที่ไหน หลังการเลือกต้ังก็น่าจะเห็นหน้าตารัฐบาลได้เลย"

นายสมบัติ กล่าวถึงการยุบองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ว่า ในการยกร่างรัฐธรรมมนูญคร้ังนี้ ยึดหลักการกระจายอำนาจ แต่การตัดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น น่าจะเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะ อบจ. หากไม่มีก็จะต้องมีการเลือกต้ังผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องของผลประโยชน์ส่วนราชการ เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะไปแตะ เพราะว่าขณะนี้กระทรวงมหาดไทยก็ออกมาต่อต้านมาก เพราะฉะน้ันไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากยังมีอยู่ก็ควรที่กำหนดขอบเขตของ อบจ.ให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการทุจริต จะต้องมีการตรวจสอบให้มากขึ้น