ไทย-พม่าเดินหน้าโครงการทวายมูลค่า5.2หมื่นล.

ไทย-พม่าเดินหน้าโครงการทวายมูลค่า5.2หมื่นล.

ถกร่วมไทย-พม่าได้ข้อยุติโครงการทวายเฟสแรก คาดเอกชนไทยเซ็นสัญญามี.ค.เริ่มก่อสร้างกลางปีมูลค่าลงทุน5.2หมื่นล้าน

วานนี้ (30 ม.ค.) มีการประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทย-พม่า เพื่อการพัฒนาที่ครอบคลุมในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JHC) ครั้งที่ 3 โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และนายอู ญาณ ทุน รองประธานาธิบดีพม่า เป็นประธานร่วม

การประชุมในครั้งนี้ได้ข้อยุติในการเริ่มพัฒนาเขตเศรษฐกิจทวายของพม่า หลังจากที่ไทย-พม่า เริ่มมีการหารือตั้งแต่ปี 2551

โครงการดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ลงนามพัฒนาโครงการกับรัฐบาลพม่า แต่ต่อมามีความล่าช้าและอุปสรรคหลายด้าน จนในที่สุดในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการเจรจาให้เป็นโครงการระหว่างรัฐบาลไทย-พม่า แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร แถลงร่วมกับนายอู ญาณ ทุน กล่าวว่าคณะกรรมการฯมีมติเห็นชอบให้บริษัทเอกชนที่ชนะประมูลพัฒนาโครงการระยะแรก (Initial phase) ในพื้นที่โครงการทวายฯ พัฒนาพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายระยะแรกขนาดพื้นที่ 27 ตารางกิโลเมตร ในระยะเวลา 5 ปี

“การร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ ที่ไทยและพม่า จะร่วมมือกันผลักดันโครงการให้เห็นว่า ในที่สุดโครงการเกิดขึ้นอย่างแน่ๆ และจะเริ่มตั้งแต่ปีนี้ที่อาจจะเห็นบางโครงการเกิดขึ้นก่อน และการร่วมมือครั้งนี้เป็น 2 ฝ่าย"

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่าทางพม่าอยากให้โครงการทวายนั้นออกมาเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด เนื่องจากจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ และเพิ่มการจ้างงานได้มากขึ้น

นายอู ญาณ ทุน รองประธานาธิบดีพม่ากล่าวว่าโครงการฯทวายจะเป็นตัวเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจของพม่าที่สำคัญ พร้อมทั้งจะเป็นการสร้างงานและโอกาสให้กับทั้งภาคเอกชนในพม่าและนานาประเทศในทิศทางที่เหมาะสมสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือระหว่างนานาประเทศเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

เซ็นสัญญาก่อสร้างเดือนมี.ค.

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่าการพัฒนาระยะแรกจะครอบคลุมการลงทุนในสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 7 ส่วน คือ 1. อุตสาหกรรมบนพื้นที่ 27 ตารางกิโลเมตร 2.ถนนเชื่อมต่อโครงการทวายมายังบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี 3.สถานีรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 4.ระบบโทรคมนาคม 5.โรงไฟฟ้า 6.ท่าเรือขนาดเล็ก และ 7.อ่างเก็บน้ำ

สำหรับเอกชนที่ชนะการประมูลเป็นบริษัทกิจการร่วมค้า (Joint Venture) นำโดย บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) รวมทั้งมีบริษัทอื่นๆที่เข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภายในโครงการระยะแรกได้แก่ บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ “เอ็กโก กรุ๊ป” และบริษัท แอล เอ็น จี พลัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยคาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาระหว่างบริษัททวาย เอส อี แซด ดีเวลล็อปเมนต์ ที่เป็นบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) ภายในเดือน มี.ค.ที่จะถึงนี้

คาดเริ่มก่อสร้างกลางปีนี้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวอีกว่าขณะนี้มีความคืบหน้าในการเจรจาเซ็นสัญญาให้สัมปทานกับบริษัทเอกชนไปกว่า 90 % แล้ว จากนั้นโครงการในระยะแรกจะเริ่มก่อสร้างในช่วงกลางปี 2558 และโรงงานอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคบางส่วนจะเริ่มก่อสร้างแล้วเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ การลงทุนสร้างถนนเชื่อมต่อเริ่มจากบริเวณบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรีไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายนั้นจะมี ระยะทาง 138 กิโลเมตร มูลค่าก่อสร้างประมาณ 3,900 ล้านบาท โดยทางรัฐบาลไทยจะให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) กับรัฐบาลพม่า ซึ่งจะให้เงินกู้ผ่านสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์กรมหาชน) หรือเนด้า

คาดญี่ปุ่นเข้าร่วมหลังเริ่มโครงการ

สำหรับบทบาทของญี่ปุ่นในการร่วมพัฒนาโครงการนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่าหากญี่ปุ่นมาเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนนั้น อาจจะเข้ามาร่วมปล่อยกู้ในการสร้างถนนด้วย ซึ่งทำให้สัดส่วนในการปล่อยกู้ร่วมกับไทยอาจอยู่ที่สัดส่วนประเทศละ 50%

"ญี่ปุ่นที่ท่าทีในการตอบรับที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการนี้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไทยได้เสนอให้ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหลัก หรือหุ้นส่วนในนิติบุคคลเฉพาะกิจในสัดส่วนถือหุ้นเท่าๆกันทั้ง 3 ประเทศ และคาดว่าจะมีความชัดเจนในการประชุมJHC ครั้งต่อไป"

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่าญี่ปุ่นจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทวาย ทั้งการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินและเทคนิควิชาการ ส่วนแผนระยะยาว ( Full phase)ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดจ้างที่ปรึกษาในพื้นที่กว่า 195 ตารางกิโลเมตร ว่าจะนำพื้นที่มาอุตสาหกรรมในลักษณะใด เช่น อุตสาหกรรมสาธารณูปโภค ท่าเรือน้ำลึก โรงงานไฟฟ้า ทั้งนี้แผนแม่บทคาดว่าจะเสร็จภายใน ปี 2558

“ต่อไปจะมีประชุม 3 ฝ่ายเพิ่มขึ้นมา คือ ประเทศญี่ปุ่น ที่แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนที่จะเข้ามาร่วมโครงการ และเสนอให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินและเทคนิค โดยทางญี่ปุ่นขอดูในรายละเอียดก่อน คาดว่า ใน 1 เดือนจากนี้คงได้ข้อสรุป

คาดเงินลงทุนระยะแรก5.2หมื่นล้าน

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจทวายในระยะแรก คาดว่าจะมีวงเงินลงทุนประมาณ 1,700 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 52,000 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าดังกล่าวรวมมูลค่าโครงการสร้างถนนเชื่อมต่อจากโครงการฯทวายมายังชายแดนบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ระยะทาง 138 กิโลเมตร

ส่วนการศึกษาการลงทุนของบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้ลงทุนในโครงการฯทวายไปบางส่วนแล้ว นายอาคมกล่าวว่าขณะนี้บริษัทที่ปรึกษาได้ทำการศึกษาการลงทุนเสร็จสิ้นแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการเจรจาต่อรองกับบริษัทเอกชนในการให้สัมปทานว่าจะต่อรองกับเอกชนที่ได้รับสัมปทานอย่างไร

"แนวทางในการชดเชย อาจเป็นการให้สิทธิที่ดินพื้นที่สัมปทานจาก 27-34 ตารางกิโลเมตร การชดเชยคืนเงินการลงทุนให้ หรือให้หุ้นในบริษัทที่บริหารโครงการทวาย"