ตั้ง7กก.เลือกปลัดกระทรวงก่อนส่งนายกฯเคาะ

ตั้ง7กก.เลือกปลัดกระทรวงก่อนส่งนายกฯเคาะ

กมธ.ยกร่างฯ ตั้ง 7 กก.เลือกปลัดกระทรวง ก่อนส่งนายกฯเคาะ คุมเข้มรมต.สั่งงานด้วยวาจา

ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงความคืบหน้าของการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาในหมวด 5 การคลังและการงบประมาณ มาตรา (2-5/-) 4 ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณประจำปีงบประมาณ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติม และร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณสภาผู้แทนราษฎรจะต้องวิเคราะห์และพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 105 วัน นับตั้งแต่ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมาถึงสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่แล้วเสร็จตามกำหนดให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบในร่างพ.ร.บ.นั้นและให้เสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อวุฒิสภา โดยวุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วันนับตั้งแต่ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมาถึงวุฒิสภา โดยจะแก้ไขเพิ่มเติมใดๆมิได้ ถ้าพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าวุฒิสภาให้ความเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ.นั้น

นายคำนูณ กล่าวว่า ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว สภาผู้แทนราษฎรจะแปรญัตติเพิ่มเติมรายการ หรือจำนวนในรายการมิได้ แต่อาจแปรญัตติให้ลดหรือตัดทอนรายจ่าย ซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1)เงินส่งใช้ต้นเงินกู้ (2)ดอกเบี้ยเงินกู้ (3)เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย ซึ่งกมธ.ได้มีการเพิ่มข้อความใหม่ โดยกำหนดให้ในกรณีที่มีการแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายการหรือจำนวนในรายการใด จำนวนรายจ่ายที่ลดหรือตัดทอนนั้น จะนำไปจัดสรรสำหรับรายการกิจกรรม แผนงาน หรือโครงการที่ตั้งขึ้นใหม่มิได้ และได้กำหนดให้รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการบริหารงานโดยอิสระของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งในกรณีที่ 3 หน่วยงานดังกล่าวเห็นว่างบประมาณฯที่ได้รับการจัดสรรไม่เพียงพอให้เสนอคำขอแปรญัตติต่อคณะกมธ.พิจารณางบประมาณฯได้โดยตรง โดยต้องแสดงสถานะเงินนอกงบประมาณและเงินอื่นที่หน่วยงานนั้นมีอยู่ไปพร้อมกับคำแปรญัตติด้วย โดยต้องเปิดให้หน่วยงานดังกล่าวชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

นายคำนูญ กล่าวต่อว่า ในมาตรา (2/5/-)6 ทางกมธ.ยังระบุอีกว่า เงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐใดที่กฎหมายกำหนดให้ ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เงินนอกงบประมาณและเงินอื่นใดที่หน่วยงานของรัฐนั้นมีอยู่ ให้หน่วยงานของรัฐนั้นทำรายงานการรับและการใช้จ่ายเงินดังกล่าว เสนอต่อครม.เมื่อสิ้นงบประมาณทุกปี และให้ครม.รายงานให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทราบ ส่วนในมาตรา (2/5/-)7 ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดก่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอันวิญญูชนพึ่งเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อาจไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนยื่นฟ้องศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณและให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า

นายคำนูณ กล่าวอีกว่า สำหรับการพิจารณาใน หมวด 6 ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน มีประเด็นที่สำคัญอยู่ในมาตรา (2/6/-)2 การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนต้องใช้ระบบคุณธรรม ให้มีคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรมประกอบด้วยกรรมการจำนวน 7 คนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นกลางทางการเมือง ดังต่อไปนี้ (1) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จำนวน 2 คน (2) ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวงและได้พ้นจากราชการแล้วจำนวน 3 คน ซึ่งได้รับเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือหัวส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง (3) ประธานกรรมการจริยธรรมของทุกกระทรวงที่เลือกกันเองจำนวน 2 คน

จากนั้นให้วุฒิสภาพิจารณาประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคล ซึ่งในกรณีที่วุฒิสภาเห็นว่า บุคคลดังกล่าวไม่สมควรดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้ประธานวุฒิสภาส่งรายชื่อนั้นกลับไปให้ดำเนินการเลือกใหม่ โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะมีอำนาจหน้าที่พิจารณารายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรต่อนายกฯเพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือย้ายหรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ

นายคำนูณ กล่าวต่อว่า ในมาตรา (2/6-)3 ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายและนโยบายที่ครม.แถลงต่อรัฐสภาเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนร่วม ขณะที่ ในมาตรา (2/6/-)4 การสั่งการในการบริกหารราชการแผ่นดินให้กระทำการเป็นลายลักษณ์อักษร เว้นแต่ในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอาจสั่งราชการด้วยวาจาอื่นได้ แต่ให้ผู้รับคำสั่งดังกล่าวทำเป็นลายลักษณ์อักษรและเสนอให้ผู้สั่งลงนามในภายหลัง ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐใดดำเนินการไปโดยปราศจากคำสั่งดังกล่าวย่อมต้องรับผิดชอบตามกฎหมายด้วยตนเอง และหากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ดำเนินการใดที่เป็นการสั่งการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายย่อมได้รับความคุ้มครองตามที่กฎหมายบัญญัติ

เพราะ กมธ.เห็นว่า ที่ผ่านมาในมีอดีตรัฐมนตรีสั่งการด้วยวาจาให้ข้าราชการดำเนินการแต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็มักจะเป็นข้าราชการที่ต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ส่วนในมาตรา (2/6/-)5 ส่วนการตรวจสอบและติดตามการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา (2/6-)3 ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในกรณีที่พบว่ามีการละเลยหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตาม มาตราดังกล่าวย่อมมีสิทธิขอให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้บังคับบัญชาของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐชี้แจงแสดงเหตุผลและขอให้ดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเสนอเรื่องราวร้องทุกข์หรือฟ้องคดีต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายได้