QH : เปิดแผนธุรกิจปี 58

QH : เปิดแผนธุรกิจปี 58

QH มีแผนเปิดตัว 30 โครงการใหม่มูลค่ารวม 33,041 ล้านบาทในปี 2558

ซึ่งโครงการคอนโดใหม่จะคิดเป็น 53.1% ของมูลค่ารวมของโครงการที่เปิดตัวใหม่ QH ตั้งเป้ายอดของ (พรีเซล) ไว้ที่ 24,100 ล้านบาท (+25% yoy) ในปี 2558 และคาดรายได้จะเติบโตขึ้น 20% yoy ในปี 2558 (ปี 2557 อยู่ที่ 7%) คงคำแนะนำ ซื้อ จากกำไรสุทธิที่มี CAGR ที่ 15.8% ในปี 2558-2559 หนุนจากรายได้ที่มากขึ้นจากโครงการแนวราบและ gross margin ที่ขยายตัวขึ้นด้วยราคาเป้าหมายที่ 4.90 บาท

QH เตรียมเปิดตัว 30 โครงการใหม่มูลค่า 33,000 ล้านบาทในปี 2558 เราได้เข้าร่วมการประชุมแผนธุรกิจกับทาง QH เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยทาง QH ได้เปิดตัวซีอีโอคนใหม่ได้แก่ ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งเพิ่งเข้ามาเริ่มงานเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา บริษัทฯ เตรียมเปิดตัว 30 โครงการใหม่ (แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 12 โครงการ, ทาวน์เฮ้าส์ 8 โครงการและคอนโด 10 โครงการ) ในปี 2558 เพิ่มขึ้นจาก 27 โครงการในปี 2557 และมูลค่ารวมของโครงการใหม่คาดอยู่ที่ 33,000 ล้านบาท (ปี 2557 อยู่ที่ 23,600 ล้านบาท)

เพิ่มเป้ายอดจอง (พรีเซล) ในปี 2558 ขึ้น 25% yoy อยู่ที่ 24,100 ล้านบาท QH ปรับเพิ่มเป้ายอดจอง (พรีเซล) ในปี 2558 ขึ้นอีก 25% yoy อยู่ที่ 24,100 ล้านบาทในปี 2558 (ปี 2557 อยู่ที่ 19,300 ล้านบาท) หนุนจากยอดจอง (พรีเซล) ที่สูงขึ้นของโครงการแนวราบและคอนโด ยอดจอง (พรีเซล) ที่ QH ตั้งเป้าไว้สูงกว่าประมาณการของเราที่ตั้งไว้ที่ 21,500 ล้านบาท (+11.4% yoy) ด้วยปัจจัยหนุนหลักจาก 1) 30 โครงการใหม่ที่จะเปิดตัวมูลค่ารวมอยู่ที่ 33,000 ล้านบาทและ 2) 80 โครงการเดิมที่มีมูลค่ารวมของยูนิตที่เหลือที่ยังไม่ถูกขายออกไปอยู่ที่ 56,000 ล้านบาท บริษัทฯ คาดว่ายอดจอง (พรีเซล) ของบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์และคอนโดจะคิดเป็น 52%, 23% และ 25% ของยอดจอง (พรีเซล) รวมในปี 58 ตามลำดับ QH คาดว่ายอดจอง (พรีเซล) ของโครงการ Q สุขุมวิทจะอยู่ที่ 1,500 ล้านบาทในปีนี้

เพิ่มเป้ารายได้จากที่พักอาศัยขึ้น 20% yoy หนุนจากรายได้ของโครงการแนวราบที่สูงขึ้น QH ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 20% ในปี 2558 (ปี 2557 อยู่ที่ 7%) สูงกว่าประมาณการของเราที่คาดเติบโตที่ 14.5% บริษัทฯ คาดว่ารายได้จากโครงการแนวราบจะสูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางถึงล่าง

เราปรับประมาณการกำไรสุทธิในปี 2557 และ 2558 ขึ้น 0.2% และ 1.0% ตามลำดับเพื่อสะท้อนการปรับสมมติฐานหลักของเรา อาทิ รายได้ที่พักอาศัย, gross margin และค่าใช้จ่าย SG&A ปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อประมาณการของเราได้แก่สภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนตัวลง ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง อุทกภัย และหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นซึ่งอาจส่งผลกระทบกับการรับรู้รายได้ของผู้พัฒนาอสังหาฯ

คงคำแนะนำ ซื้อ จากภาพรวมกำไรสุทธิที่สดใสและ dividend yield ในระดับสูง เราคงราคาเป้าหมายของเราไว้ที่ 4.90 บาทอิงด้วยวิธี SOTP เราคาดว่ามูลค่าของการดำเนินงานหลักของ QH จะอยู่ที่ 1.80 บาท/หุ้น อิงด้วย PE ที่ 6.0 เท่า ใกล้เคียงกับ PE ในอดีตของธุรกิจหลัก เราเพิ่มมูลค่าการลงทุนในบริษัทในเครือ ได้แก่ HMPRO, LHBANK, QHPF และ QHHR อิงจาก 10% discount ที่มีต่อมูลค่าตลาดของบริษัทในเครือ

คงคำแนะนำ ซื้อ จาก CAGR ของกำไรสุทธิที่ 15.8% ในปี 2558-2559 หนุนจากรายได้ที่สูงขึ้นจากโครงการแนวราบโดยเฉพาะอย่างยิ่งของกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางถึงต่ำและ gross margin ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ราคาหุ้น QH ยังมี dividend yield ที่น่าดึงดูดใจอยู่ที่ 4.2% ในปี 2557 และ 4.9% ในปี 2558