Between Life & Death

Between Life & Death

เพ็ญศรี แซ่โค้ว เผชิญภาวะตับแข็ง สภาพการทำงานของตับเหลือไม่ถึง 10% กระทั่งต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนตับ

"เราก็เป็นนักสู้คนหนึ่ง ชีวิตนี้ดิ้นรนต่อสู้กับความยากจนมาตั้งแต่เด็ก และครั้งนี้เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาชีวิต ถ้าถอดใจไม่สู้ ยอมแพ้ต่อโชคชะตาก็หมายถึงการจบชีวิต ก็เลยตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนตับ ซึ่งเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีผลผูกพันไปตลอดชีวิต"

บทสนทนาช่วงหนึ่งของ "เพ็ญศรี แซ่โค้ว" นักธุรกิจวัย 61 ปี เจ้าของรีสอร์ทชื่อ บูราโน่ สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และเป็นผู้ป่วยในการติดตามดูแลของแพทย์ หลังจากเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนตับเมื่อวันที่ 9 กันยายนปีที่ผ่านมา เมื่อสภาพการทำงานของตับเหลือไม่ถึง 10% ทีมแพทย์ลงมือผ่าตัดตอนบ่าย 4 โมง กว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจเกือบตี 3

"ทำงานหนัก นอนน้อย ไม่ใส่ใจร่างกาย เครียด" คือสิ่งที่เธอเชื่อว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ล้มป่วย

๐ อาการป่วยเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่?

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว คุณหมอตรวจพบว่า มีสัญญาณของตับแข็ง จากโรคประจำตัวคือ SLE หรือที่รู้จักกันดีว่า “โรคพุ่มพวง” ซึ่งเป็นโรคแพ้ภูมิต้านทานตนเอง โรคนี้จะมีอาการแสดงของความผิดปกติหลายระบบในร่างกาย เช่น ระบบผิวหนัง ระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อและข้อ เม็ดเลือด ตับ ระบบทางเดินหายใจ ฯลฯ เราแจ็คพ็อตมากที่ SLE มาลงที่ตับ

เป็นมานับ 20 ปีเลยค่ะ ทีแรกๆ ก็เป็นตับแข็ง แล้วค่อยๆ แย่ลงๆ ต้องมาโรงพยาบาลบ่อยๆ กระทั่งคุณหมอปิยะวัฒน์ ( ศ.นพ.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับและโรคระบบทางเดินอาหาร) บอกว่าต้องเปลี่ยนตับ จึงช่วยกันกับลูกๆ ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้และการรักษา

ประกอบกับหลายๆ ปัจจัยจึงตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด ตอนนั้นตับเหลือการทำงานไม่ถึง 10% เริ่มไม่มีแรง ท้องมานบวมใหญ่เพราะมีน้ำในท้องมาก เนื่องจากการขับถ่ายของตับไม่ปกติ ต้องมาแอดมิดที่โรงพยาบาลบ่อยๆ เรียกได้ว่า ต้องย้ายจากบ้านที่สวนผึ้งมาอยู่ใกล้ๆ โรงพยาบาลเลยทีเดียว

๐ เหตุจากการทำงานหนัก คืออะไร?

ช่วงวัยทำงานหาเงิน ก็อายุราว 30-40 ปีทำธุรกิจเกี่ยวกับการค้าชายแดน แต่หลักๆ คือ ส่งออกจักรยานยนต์ไปประเทศเวียดนาม ตอนนั้นกิจการค้าขายดีมากๆ แต่ละเดือนส่งรถออกขายเกือบๆ 5 พันคัน การทำงานก็ต้องเกี่ยวข้องกับระบบชิปปิ้ง ช่วง 4-5 ทุ่มดูแลเอาสินค้าลงเรือ กว่าจะเสร็จก็เข้าวันใหม่

ตอนเช้าถึงเที่ยงก็ไปจัดการธุระเรื่องเงินกับธนาคาร ตอนบ่ายก็ไปจัดการเรื่องสินค้า บ่อยครั้งก็ต้องเดินทางไปเวียดนาม เราก็วิ่งตะลอนๆ กับสามี ไม่ค่อยได้พักผ่อน แต่ละคืนนอนไม่ถึง 4-5 ชั่วโมงบางช่วงที่ขายดีก็นอนแค่ 2 ชั่วโมง ลูกอีก 2 คนก็ยังเล็กๆ ตอนนั้นถือว่ายังหนุ่มแน่น แข็งแรงอยู่ ร่างกายยังทนไหว

กระทั่งคลอดลูกสาวคนที่ 3 รู้เลยว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม ป่วยง่าย เป็นไข้หวัดบ่อยแล้วก็เริ่มมีอาการแพ้แสงแดด ถ้าออกแดดมากๆ ก็มีผื่นคันขึ้น ใบหน้าเริ่มคล้ำดำ ตอนหลังเป็นฝ้าเต็มหน้า ก็ไปหาหมอรักษา มีการตรวจเลือดก็พบว่าเป็นโรค SLE หมอบอกว่าต้องดูแลตัวเองให้ดี อย่าให้เหนื่อย ถ้าเหนื่อยก็จะหน้ามืดล้มได้ง่าย กินยารักษามาเรื่อยๆ ผ่านมา 10 ปีก็เป็นตับอักเสบ นานๆ เข้าหลายปีก็กลายเป็นตับแข็ง

๐ เข้าสู่ขั้นตอนการเปลี่ยนตับได้อย่างไร?

การเปลี่ยนตับเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกำหนดหรือคาดการณ์ใดๆ ได้ ขั้นตอนคือ แพทย์ผู้ชี่ยวชาญต้องตรวจผู้ป่วยอย่างละเอียด และไปลงชื่อขอรับบริจาคตับที่สภากาชาดไทย หลังจากนั้นต้องรอ…และรอ…อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าวันไหน เมื่อไหร่ที่จะมีคนบริจาคที่มีทุกอย่าง ตั้งแต่กลุ่มเลือด ขนาดและความสมบูรณ์ของตับ เวียนมาพอดี ทั้งนี้ เราเองก็ต้องรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี เพราะปุบปับต้องผ่าตัดใหญ่

รอคิวอยู่ประมาณ 2 ปีจึงได้รับแจ้งกลับมาจากสภากาชาดไทย วันนั้นคือวันที่ 9 เดือน 9 ตื่นเต้นมาก เครียดมาก คนรอบข้างเครียดหมด

(ใทุกวินาทีของการเตรียมการผ่าตัดมีความหมาย ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต้องทำงานกันอย่างเร่งรีบ เริ่มจากนายแพทย์ วิภูษิต แต้สมบัติ และนายแพทย์เมธี สุธีรศานต์ ต้องบินไปตรวจตับที่ได้รับบริจาคที่ รพ.อุดรธานีและผ่าออกมาอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ช้ำ หรือ เสียหาย ในขณะเดียวกัน ทีมแพทย์อีกหลายแขนงต้องตรวจคุณเพ็ญศรีอย่างละเอียดอีกครั้งให้มั่นใจว่าพร้อมจริงๆ เพราะการผ่าตัดครั้งนี้ นับได้ว่าเป็น “ครั้งใหญ่ที่สุดของโรงพยาบาล” เลยก็ว่าได้)

ขบวนการผ่าตัดเปลี่ยนตับไม่ได้จบเพียงเท่านี้นะคะ ถึงแม้ทีมศัลยแพทย์จะทำงานจบแล้ว แต่การดูแลหลังผ่าตัดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องกินยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ตับใหม่ทำงานได้เต็มที่และปรับตัวให้เข้ากัน หลังการผ่าตัดก็อยู่ในห้อง ICU ปลอดเชื้อถึง 2 อาทิตย์ เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยจริงๆ เพราะเมื่อกดภูมิคุ้มกันอยู่นี้ การติดเชื้อจะเป็นไปได้ง่ายมาก

ต้องอยู่โรงพยาบาลต่ออีกประมาณเกือบ 2 เดือน ในขณะที่ทางบ้านต้องเตรียมตัวต้อนรับด้วยการอบบ้านให้สะอาดปลอดเชื้อให้มากที่สุด เพราะยังไงก็ต้องให้ยากดภูมิคุ้มกันไปเรื่อยๆ จึงต้องระมัดระวังเรื่องการติดเชื้อเป็นอย่างยิ่ง

๐ ปีที่แล้วไม่ได้มีเหตุการณ์ผ่าตัดอย่างเดียว?

ถือว่าช่วงเวลาที่เลวร้ายก็ยังมีเหตุการณ์ดีที่สุดของชีวิตเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 3 เดือน 3 เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตอนนั้นยังแอดมิดอยู่โรงพยาบาลจากการถ่ายท้องหมดแรง ยืนนานๆ คงไม่ไหว คุณหมอผู้ดูแล (นายแพทย์ณัฐวุฒิ สิริมนตาภรณ์ แพทย์อายุรกรรม ผู้เชี่ยวชาญโรคตับและระบบทางเดินอาหาร) ไม่อนุญาตให้ไปเข้าพิธีรับพระราชทานปริญญา

ก็เลยขอคุณหมอเป็นพิเศษบอกว่า พี่ทำงานตั้งแต่อายุ 13 มีโอกาสสานฝันมาเรียนปริญญาเมื่ออายุ 52 ชีวิตนี้เรียนจบปริญญาแต่ไม่ได้เข้าพิธีฯ ชีวิตเหมือนขาดอะไรสักอย่าง คงไม่สามารถไปบอกหรือเล่าได้เต็มปากว่าเรียนจบปริญญา ก็เลยทำให้คุณหมอยอมใจอ่อนสำเร็จ

ขณะที่ทางอาจารย์และเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ช่วยประสานกับทางสำนักพระราชวัง ขออนุญาตให้นั่งวีลแชร์เข้าร่วมในพิธีฯ โดยนั่งรออยู่ด้านนอก พระองค์ท่านก็เสด็จมาพระราชทานให้ถึงวีลแชร์แล้วรับสั่งว่า “เก่งจังเลยนะที่เรียนจนจบ ได้รับปริญญาด้วย”

เราก็สมหวังแล้วในชีวิตนี้แล้ว