หอค้าฯห่วงเอสเอ็มอียอดขายแย่-กำไรหด

หอค้าฯห่วงเอสเอ็มอียอดขายแย่-กำไรหด

หอค้าฯห่วงเอสเอ็มอียอดขายแย่-กำไรหด ชี้จุดอ่อนเอสเอ็มอีไทยยังมองตลาดแข่งขันแค่ระดับตำบลและจังหวัด

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสำรวจดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอีประจำไตรมาสที่ 4/2557 ว่า จากการสำรวจผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ระหว่างวันที่ 5-20 ม.ค.2558 จำนวน 1,450 ตัวอย่าง พบว่าดัชนีสุขภาพของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยอยู่ที่ 49.1 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2557 ที่อยู่ 48.9 คาดว่าไตรมาสแรกปีนี้ค่าดัชนีจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 56.5 เนื่องจากเชื่อว่าเศรษฐกิจในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2

“แม้ว่าค่าดัชนีไตรมาส4/2557 จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังต่ำกว่า 50 เพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงก็ไม่มีผลต่อธุรกิจเอสเอ็มอี จากผลสำรวจที่ได้ทำให้สรุปได้ว่าธุรกิจเอสเอ็มอีไทยตอนนี้ อยู่ในช่วงที่มีปัญหายอดขายแย่ กำไรหด สภาพคล่องตึงตัว” นายธนวรรธน์ กล่าว

ขณะที่ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจของเอสเอ็มอีไทยโดยรวมอยู่ที่ 49.9 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส3/2557 ที่อยู่ระดับ 49 ส่วนใหญ่ 54.2% พบว่ามีความสามารถในการทำธุรกิจอยู่ในระดับปานกลาง 23% มีความสามารถในการทำธุรกิจอยู่ในระดับแย่ และมีเพียง 22.8% ที่อยู่ในระดับดี เนื่องจากมีต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้น ยากที่จะให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลดราคาสินค้าลง โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคการผลิตและภาคการค้า เช่น ธุรกิจแฟชั่น/เครื่องแต่งกายที่มีค่าดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจต่ำสุด อยู่ที่ 46.5 รองลงมาคือ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 48.3 และธุรกิจค้าส่ง48.6

นายธนวรรธน์ กล่าวว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่ ยังมองว่าตลาดที่แข่งขันยังอยู่แค่ในระดับตำบลและจังหวัดเท่านั้น ยังไม่ก้าวไปสู่ระดับนานาชาติ โดยเฉพาะเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเป็นความเสี่ยงในการปรับตัวของเอสเอ็มอีไทย เพราะจะเจอทั้งทุนใหญ่และทุนต่างชาติที่รุกเข้ามา ทำให้เกิดปัญหาหนักของเอสเอ็มอีไทยเรื่องของยอดขาย/รายได้ที่มีแนวโน้มลดต่ำลง ปัญหาการขาดสภาพคล่อง/เงินทุน และต้นทุนสินค้าที่สูงกว่าคู่แข่งตามมา อีกทั้งยังเจอปัญหาเรื่องสินค้าที่ผลิตได้ไม่มีตลาดรองรับ

อย่างไรก็ดี พบว่ามี 4.7% ที่ระดับการแข่งขันมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เพราะมียอดขายลดลง ขาดตลาดรองรับสินค้า ขาดเงินทุนหมุนเวียนและสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ขณะเดียวกันก็มีเอสเอ็มอี 12.8% ที่ไม่มีความพร้อมที่จะยกระดับขึ้นไปแข่งขันในตลาดที่อยู่สูงขึ้นอีกระดับ และอีก 24.5% มีความพร้อมเพรียงบางส่วนเท่านั้น

“เอสเอ็มอีไทยยังเชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวช่วงไตรมาส2 ของปีนี้ ในภาคเอสเอ็มอีคงยังไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก เพราะเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าระบบยังไม่มากพอ คาดว่าธุรกิจเอสเอ็มอีน่าจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส3 ของปีนี้ และคาดว่าเศรษฐกิจเอสเอ็มอีไทยในปี 2558 จะขยายตัวอยู่ที่ 4%” นายธนวรรธน์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังเห็นว่า ในแผนแม่บทเอสเอ็มอี ควรจะมีการเพิ่มงบสนับสนุนให้กับบรรษัทประกันเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ออกกฎหมายให้ใช้หลักประกันอื่นๆ นอกเหนือจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปรับโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับเอสเอ็มอี จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เอสเอ็มอีออนไลน์และดึงเอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ในระบบให้มากขึ้น รวมทั้งผลักดันให้เอสเอ็มอีนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการทำธุรกิจและจัดตั้งสภาเอสเอ็มอีหรือสมาพันธ์เอสเอ็มอี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอี