ชี้'กฎหมายดิจิทัล'สวนทางปฏิรูปสื่อ

ชี้'กฎหมายดิจิทัล'สวนทางปฏิรูปสื่อ

"สปช.-นักวิชาการ" รุมสับร่างกฎหมายดิจิทัล ชี้สวนทางปฏิรูปสื่อ ลิดรอนสิทธิ ขัดหลักสากล ส่อกระทบจัดสรรคลื่นฯ

ทำรัฐเสียประโยชน์ ย้ำใช้ "บิวตี้ คอนเทสต์" เปิดช่องวิ่งเต้นแลกไลเซ่นส์ "สมเกียรติ" แนะถือโอกาสสลายขั้วอำนาจเก่า ปรับลดบอร์ด กสทช.เหลือแค่ 7 หรือ 9 คน ลดซ้ำซ้อน

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวเมื่อวานนี้ (29 ม.ค.) ในเวทีเสวนา NBTC Public Forum หัวข้อ "ทิศทางการปฏิรูปสื่อและสิทธิเสรีภาพด้านการสื่อสารภายใต้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล" ว่า ชุดร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล 10 ฉบับ มีความเร่งรีบในการจัดทำและยังขาดการมีส่วนรวมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. กสทช.ใหม่ ที่กำหนดบทบาท จากองค์กรอิสระในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม วิทยุและโทรทัศน์ ให้ต้องอยู่ภายใต้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะทำให้เกิดการแทรกแซงการทำงานได้ง่าย ทั้งการกำกับดูแลการจัดสรรคลื่นความถี่ ที่สำคัญการกำกับดูแลเนื้อหาผ่านสื่อ

การเปลี่ยนให้ องค์กรอิสระ กสทช. ไปอยู่ภายใต้ คณะกรรมการดิจิทัลฯ และไม่มีความอิสระ เป็นแนวทางที่สวนทางกับการปฏิรูปสื่อในขณะนี้ เพราะร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจัดทำขึ้น ได้กำหนดบทบาท กสทช. ให้เป็นองค์กรอิสระ กำกับดูแลกิจการสื่อ โทรคมนาคม และการจัดสรรคลื่นฯ เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน

"ที่ผ่านมา กสทช. มีความผิดพลาดในการบริหารงานบางเรื่อง ดังนั้นจะต้องไปแก้ไขที่ปัญหาของ กสทช. ทั้งเรื่องการสรรหา จำนวนคนที่เหมาะสม แนวทางการตรวจสอบ การกำกับธรรมาภิบาล การจัดทำงบประมาณ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบองค์กรอิสระ" นายวสันต์ กล่าว

ชี้ไม่ประมูลคลื่นรัฐเสียประโยชน์

เขากล่าวด้วยว่า ด้วยเทคโนโลยีวันนี้ทำให้สื่อกระจายตัว กสทช.ได้เปลี่ยนระบบสัมปทานเป็นระบบประมูลคลื่นความถี่ หากชุดกฎหมายดิจิทัลใหม่ กำหนดให้มีแนวทางคัดเลือกคุณสมบัติผู้ได้รับคลื่นฯ โดยไม่ต้องประมูล ในกิจการบางประเภท อาจทำให้คนวิ่งเต้นเก่งก็มีโอกาสได้รับการจัดสรรคลื่นฯ

"ชุดร่างกฎหมายดิจิทัล ถือเป็นการถอยหลังแบบก้าวกระโดดครั้งใหญ่ เพราะแนวทางไม่ประมูลคลื่นความถี่ ถือเป็นการเสียประโยชน์ครั้งใหญ่ของรัฐ และไม่ใช้วิธีเลือกประสิทธิภาพในการทำงาน แนวทางการประมูลพิสูจน์แล้วว่าเป็นระบบที่ดีในการจัดสรรคลื่นฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด" นายวสันต์ กล่าว

เขาระบุว่า ปัจจุบัน สปช. กำลังหารือแนวทางปฏิรูปสื่อ ภายใต้แนวคิดที่มี กสทช. ในฐานะองค์กรอิสระกำกับดูแลสื่อ เพื่อกำกับดูแลสิทธิเสรีภาพของสื่อและบุคคล เชื่อว่าหากชุดกฎหมาย 10 ฉบับที่จัดทำขึ้นและประกาศใช้ ไม่มีการทบทวน ถือเป็นเรื่องที่อันตรายต่อการปฏิรูปสื่อและการจัดสรรคลื่นฯ

ขัดหลักการของดับเบิลยูทีโอ

ด้าน นายปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า แนวทางการกำกับกิจการโทรคมนาคมและกิจการวิทยุโทรทัศน์ทั่วโลกได้ยึดหลักการจากองค์กรการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ได้แยกองค์กรกำกับดูแล ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบายหรือรัฐบาล

ขณะที่ร่างกฎหมายดิจิทัลได้กำหนดสัดส่วนคณะกรรมการดิจิทัลมาจาก บมจ. ทีโอที และบมจ. กสท โทรคมนาคม หรือ แคท ซึ่งทั้งสององค์กรมีฐานะเป็นผู้ประกอบการ ดังนั้นการมีตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมการดิจิทัล และคณะกรรมการเฉพาะ ถือว่าขัดหลักการของพันธสัญญาที่ให้ไว้กับดับเบิลยูทีโอ

"แพ็คเกจร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ได้กำหนดทิศทางด้านการแข่งขันชัดเจน ทั้งที่กิจการที่ต้องมีการจัดสรรคลื่นฯ จะต้องมีการวางกรอบการแข่งขัน จากระบบรัฐ เข้าสู่ระบบตลาด และเปิดให้มีการแข่งขันเสรี เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด" นายปิยะบุตร กล่าว

ริดรอนสิทธิบุคคล-ขัดปฏิรูปสื่อ

นายอัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ร่างกฎหมายดิจิทัล เป็นปรากฏการณ์ที่รีบร้อนและเร่งรัด

นอกจากนี้ยังพบว่า สาธารณชนเพิ่งรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกระทรวงดิจิทัล และชุดกฎหมายดิจิทัล 10 ฉบับ ซึ่งเป็นการรวบรัดออกเป็นแพ็คเกจเดียว ทำให้นำไปสู่เนื้อหารุ่มร่ามและรุงรัง จากการใช้คำว่าดิจิทัล ซึ่งกินความกว้างขวาง ครอบกิจการทุกอย่าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ อำนาจควบคุม และกำกับดูแลอยู่ในแพ็คเกจเดียว เข้าข่ายลิดรอนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้แนวทางปฏิรูปสื่อที่ดูริบหรี่

"ทิศทางการปฏิรูปสื่อ หากนับจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเริ่มกระบวนการตั้งแต่ 2516 เห็นว่าเป็นเส้นทางปฏิรูปสื่อ ที่ไม่ใช่เส้นทางสั้นๆ กินเวลากว่า 40 ปี และรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ทำให้เกิด กสทช.ยังถือเป็นทิศทางปฏิรูปสื่อที่มีความหวัง" นายอัศวิน กล่าว

ขณะที่ร่างฯกฎหมายดิจิทัล ทำให้การปฏิรูปสื่อเปลี่ยนกลับหรือ ยูเทิร์น ซึ่งจะทำให้เกิดความสับสนบนถนนทางด่วนข้อมูลข่าวสาร และประเทศไทยอาจหลงทางในสังคมสารสนเทศในยุคนี้

หวั่นโครงการร่วมทุนเกิดสัมปทานจำแลง

ก่อนหน้านี้ นายสุพจน์ เธียรวุฒิ นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหัวข้อเรื่อง "ทรัพยากรคลื่นความถี่และทิศทางการสื่อสารภายใต้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิตอล" ว่า สิ่งที่กังวลไม่ได้มีเพียงคณะกรรมการตามร่างกฎหมายที่มีรัฐวิสาหกิจ อย่าง บมจ. ทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคม เป็นคณะกรรมการ แต่ยังมีเรื่องอำนาจในการอนุมัติโครงการร่วมทุนกับหน่วยงานรัฐได้โดยไม่ต้องผ่าน พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 จึงอาจทำให้เกิดระบบสัมปทานจำแลงขึ้นในภายหลังได้

"ตอนนี้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มไม่แน่ใจว่าจะมีประมูลคลื่น 1800 หรือ 900 เมกะเฮิรตซ์ต่อไปหรือไม่ เพราะคงต้องรอความชัดเจนว่าคณะกรรมการที่ถูกตั้งขึ้นมาตามกฎหมายนั้นจะจัดสรรอย่างไร หากดูเรื่องกฎหมายให้ละเอียดคิดว่าต้องมีการปรับปรุงขนานใหญ่" นายสุพจน์ กล่าว

"สมเกียรติ"เห็นด้วยยุบรวมบอร์ดกสทช.

ขณะที่ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. กสทช. มีการเขียนข้อความให้ประชาชนเข้าใจว่าการประมูลจะทำให้ค่าบริการแพงขึ้น และควรใช้การจัดสรรคลื่นความถี่แบบบิวตี้ คอนเทสต์ นั้น เป็นการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด เขาระบุว่า การประมูลไม่ได้ทำให้ค่าบริการแพงขึ้น แต่เป็นการนำเงินจากภาคเอกชนที่คิดว่ามีกำไรมากเกินไปมาจ่ายเป็นค่าประมูล แม้แต่ในประเทศสหรัฐที่เคยทำแบบบิวตี้ คอนเทสต์มาก่อน ยังพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วว่าเป็นวิธีการเอื้อผลประโยชน์ให้พวกพ้องทางการเมือง เป็นการยกทรัพยากรของประเทศไปให้เอกชนในราคาที่ต่ำเกินจริง

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า ส่วนเรื่องการยุบรวมบอร์ดกสทช.เหลือเพียงชุดเดียวนั้นเห็นด้วย แต่คณะกรรมการอาจจะไม่ต้องมีถึง 11 คน อย่างปัจจุบันก็ได้ ควรเหลือเพียง 7-9 คน โดยอาจจะสรรหาใหม่หรือคัดคนที่ทำงานไม่ตรงกับหน้าที่ออกไป

"การยุบบอร์ดย่อยกสทช. ให้เหลือ เพียง กสทช. บอร์ดเดียว ถือเป็นเรื่องดี เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันกำลังเข้าสู่ในยุคของการหลอมรวมทั้งโทรทัศน์และโทรคมนาคม แต่เมื่อรวมแล้วก็ควรจะลดจำนวนบอร์ดลงเหลือ 7 หรือ 9 คน ไม่จำเป็นต้อง 11 คนเหมือนปัจจุบัน เพื่อการทำงานที่คล่องตัวและลดการซ้ำซ้อนในตำแหน่งงาน อยากให้รัฐบาลอย่างเกรงใจทหารด้วยกันเอง ขอให้ถือโอกาสล้างไพ่บอร์ด กสทช. ใหม่ทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาเชื่อว่าก็คงรู้ว่าบอร์ดแต่ละคนมีพฤติกรรมอย่างไร" นายสมเกียรติ กล่าว